วารสารยุโรปศึกษา 2554
ร้อยตำรวจเอกติรัส ตฤณเตชะ
1. นอร์เวย์ดินแดนแห่งสันติภาพของโลก
นอร์เวย์เป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย (Scandinavia)[1] ซึ่งได้สมญานามว่าเป็นเมืองแห่งสันติภาพ (Peace) เนื่องด้วยเป็นแผ่นดินอันเป็นต้นกำเนิดและเป็นสถานที่มอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ[2] ในทุกปี สืบทอดยาวนานมาตั้งแต่ปี 1901 จนถึงปัจจุบัน[3] ตัวชี้วัดที่แสดงถึงความเป็นดินแดนที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นแห่งสันติภาพ ปรากฎจากการวัดระดับดัชนีประเทศสันติมากที่สุดในโลก โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics and Peace) ได้จัดอันดับประเทศนอร์เวย์ ติดอันดับ 1 ใน 5 มาโดยตลอด[4] อีกทั้งจากการวัดระดับมวลดัชนีความสุข Happy Planet Index (HPI)[5] ของมูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ (New Economics Foundation-NEF)[6] ก็อยู่ในอันดับต้นๆเรื่อยมาเช่นกันและทะยานสู่อันดับที่สามในปี ค.ศ.2011[7] เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปด้วยกัน อีกทั้งในบริบทของระบบเศรษฐกิจ นอร์เวย์ใช้ระบบรัฐสวัสดิการที่ดูแลความเป็นอยู่ประชากรตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย[8] ทำให้ประชาชนนอร์เวย์มีความเป็นอยู่ที่ดีจากความช่วยเหลือของรัฐ อีกทั้งสภาพบ้านเมืองอันเป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนหนทางสะอาด สาธารณูปโภคมีคุณภาพ การดูแลความปลอดภัยแทบจะไม่ต้องเข้มงวดมาก เพราะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สามจากสถาบันการเมืองและสันติภาพในความร่วมมือของนักการเมืองระดับโลก ซึ่งพิจารณาจากระดับอาชญากรรมที่ต่ำและการครอบครองอาวุธของคนในประเทศ และค่าใช้จ่ายของกองทัพ เป็นต้น อีกทั้งนอร์เวย์เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันที่ต่ำ และให้ความใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนในประเทศ เป็นอย่างมาก ตัวชี้วัดต่างๆทั้งหลายเหล่านี้คงพอทำให้นอร์เวย์สมแล้วกับการที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สงบสุขและน่าอยู่ที่สุดในโลก
แต่แล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2011 ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั่วโลก จากการกระทำของบุคคลที่มีเชื้อชาติและสัญชาตินอร์เวย์เอง คือนายอันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก (Anders Behring Brevik) ซึ่งได้วางระเบิดรถยนต์ถล่มอาคารศูนย์ราชการกลางกรุงออสโล และกราดยิงผู้คนในค่ายยุวชนของพรรครัฐบาลบนเกาะอูเทอย่าในนอร์เวย์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 93 ศพ[9] เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งการตั้งคำถามที่ว่า เหตุใดประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ จึงต้องประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ เพราะนับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดินแดนนอร์เวย์ไม่เคยพบกับโศกนาฏกรรมที่มียอดผู้เสียชีวิตมากมายเพียงนี้ การันตีได้จากสถาบันการจัดอันดับในระดับโลกที่ยกย่องให้นอร์เวย์เป็นที่สุดแห่งเมืองที่มีสันติภาพและความน่าอยู่อาศัยในระดับสูงดังที่กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งออสโลยังเป็นเมืองที่ใช้ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อีกด้วย การกระทำของนายอันเดอร์ส จึงเหมือนเป็นการทำลายเกียรติภูมิของนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิง แล้วจึงนำมาสู่ประเด็นคำถามต่อมาว่า สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดความรุนแรงในครั้งนี้ อาจเชื่อมโยงถึงปัญหาในระดับโครงสร้างและเชิงนโยบายของนอร์เวย์เองที่มีผลผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้
บทความนี้จึงจะนำเสนอในประเด็นปัญหา และสาเหตุอันเป็นที่มาของเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาในฐานระบบเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมของชาวนอร์เวย์ ผ่านกรณีศึกษาเหตุโศกนาฏกรรมในนอร์เวย์ เพื่อใช้ประเมินอนาคตต่อไปของนอร์เวย์ในการที่จะแก้ไขและป้องกันปัญหาที่ตัวโครงสร้างอย่างเป็นระบบต่อไป ผ่านกรอบแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism)) ลัทธิความเกลียดกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) ลัทธิขวาจัดและนาซีใหม่ (Right-Wing/Neo-Nazism) ในการอธิบายเหตุการณ์ อีกทั้งวิพากษ์โครงสร้างเชิงนโยบายของรัฐบาลนอร์เวย์ ในบริบทของนโยบายรัฐสวัสดิการ (Welfare state) และนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป (European Neighbourhood Policy-ENP) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงของปัญหาที่เกิดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศซึ่งอยู่ในภูมิภาคยุโรปแต่มิได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และมิได้ใช้เงินตราในระบบยูโรโซน โดยเฉพาะในบริบทของวิกฤติหนี้ในสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในภูมิภาคยุโรปทีมีระบบเศรษฐกิจสังคมแบบรัฐสวัสดิการ เพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมดของเหตุการณ์สังหารหมู่และการก่อวินาศกรรมในนอร์เวย์ในครั้งนี้
2. การยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม (Pluralism) และท่าทีของรัฐบาลนอร์เวย์ต่อประเด็นทางด้านพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism)
ทศวรรษที่ 1980-1950 การพิจารณาสังคมของผู้ย้ายถิ่นหรือการยอมรับในเรื่องพหุวัฒนธรรมของประเทศต่างๆทั่วโลก แบ่งออกได้เป็น 3 ตัวแบบ คือ หนึ่ง ตัวแบบการปิดประตูไม่ยอมรับในเรื่องพหุวัฒนธรรม ไม่ต้อนรับคนย้ายถิ่นเข้าประเทศ ในส่วนที่ย้ายเข้ามาแล้วถือว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง มีสภาพเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย เช่นในเยอรมนีและญี่ปุ่น สอง ตัวแบบผสมกลมกลืน คือการผ่อนปรน ยอมให้มีการย้ายถิ่นเข้าประเทศได้ แต่ต้องยอมที่จะปรับตัวเข้ากับพลเมืองใหญ่ของประเทศ โดยใช้ภาษาและวัฒนธรรมเป็นตัวกลืน และรัฐจะผ่อนปรนนโยบายด้านต่างๆที่เอื้อต่อการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิมให้ในเวลาต่อมา เช่นในอังกฤษและฝรั่งเศส ในส่วนของตัวแบบที่สาม คือ ตัวแบบที่ยอมรับพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีลักษณะให้ผู้ย้ายถิ่นมีสิทธิเสรีภาพเท่าพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ผู้ย้ายถิ่นฐานไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ (Identity) ของตนเอง ผู้ย้ายถิ่นฐานมีสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่ ตัวแบบนี้ใช้ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา[10] ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวแบบทั้งสาม สามารถนำมาประเมินรูปแบบแนวคิดของนอร์เวย์ในประเด็นพหุวัฒนธรรมได้ดังนี้
รูปแบบสังคมนอร์เวย์ มีลักษณะทางสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนและวัฒนธรรมกลุ่มย่อยหลากหลาย[11] มีการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม (Pluralism) มากกว่าบริเวณอื่นในกลุ่มสแกนดิเนเวียด้วยกัน[12] กล่าวคือ ในบริบทกลุ่มสแกนดิเนเวียทั่วไป ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเหล่านี้ได้นำเอาระบบรัฐสวัสดิการมาใช้ ทำให้ความรู้สึกของพลเมืองต่อรัฐมีความแน่นแฟ้น มองรัฐในแง่ของการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทางการเมือง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฝังรากลึกของพลเมืองในกลุ่มสแกนดิเนเวีย[13] จนเรียกได้ว่าความรู้สึกนี้คืออัตลักษณ์ของพลเมืองสแกนดิเนเวียเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยนโยบายรัฐสวัสดิการคือการดูแลพลเมืองเป็นอย่างดี พิษภัยสงครามจึงนำมาซึ่งการอพยพของชาวต่างชาติในแง่ของการค้าแรงงาน เพื่อฟื้นฟูประเทศจากภัยสงครามและเพื่อเข้ามาพึ่งพาสวัสดิการที่รัฐนั้นๆมอบให้ สังคมพหุวัฒนธรรมในช่วงแรกที่มีลักษณะเช่นนี้ จึงนำมาซึ่งความเกลียดชังของพลเมืองที่เป็นชนท้องถิ่นของรัฐนั้นๆ ที่ถูกแย่งงานจากค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า กระแสการต่อต้านสังคมแบบพหุวัฒนธรรมและการยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเริ่มก่อตัวขึ้นและเข้มแข็งในกรณีของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย อย่างเดนมาร์กและสวีเดน ซึ่งมองเห็นถึงภัยร้ายของสังคมแบบพหุวัฒนธรรมมากกว่าจะเป็นข้อดี[14]
แต่ในทางตรงกันข้ามประเทศอย่างนอร์เวย์ก็แสดงออกต่อเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมแตกต่างออกไป กล่าวคือ ประการแรก สังคมนอร์เวย์เป็นสังคมที่ต้องการรักษาความเป็นเมืองแห่งสันติภาพเอาไว้ ความเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพในประเด็นของการที่นอร์เวย์เป็นแผ่นดินที่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและเป็นต้นกำเนิดแห่งรางวัลนี้ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ประการที่สองค่านิยมของชาวนอร์เวย์ มีค่านิยมแห่งการเปิดกว้างต่อคนทุกชาติ ศาสนา เผ่าพันธ์ ยกตัวอย่างในงานวันรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ (Norwegian Constitution Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปีซึ่งในขบวนพาเหรดที่เฉลิมฉลองที่โดยปกติจะมีแต่ธงชาตินอร์เวย์เท่านั้น แต่นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 รัฐบาลอนุญาตให้ธงชาติของชาติอื่นๆที่อาศัยอยู่ในนอร์เวย์เดินพาเหรดพร้อมถือธงชาติของตนได้[15] ประการที่สาม ค่านิยมถึงการมีเสรีภาพในการแสดงออก เพราะนอร์เวย์เป็นประเทศกลุ่มแรกของโลกที่มีกฎหมายให้กลุ่มรักร่วมเพศสามารถแปลงเพศได้และแสดงออกได้อย่างเสรี และเป็นประเทศที่รณรงค์ให้เคารพในสิทธิของคนพิการมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี[16] ประการสุดท้าย ค่านิยมความรู้สึกเชื่อมั่นในความปลอดภัย ดังจะยกตัวอย่างในกรณีที่นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงของนอร์เวย์สามารถเดินเล่นบนท้องถนนได้โดยปราศจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย[17] ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นในโลกนี้อย่างมากมาย ดังนั้นตัวชี้วัดในการจัดอันดับต่างๆในบริบทค่านิยมต่างๆเหล่านี้ นอร์เวย์จึงอยู่ในลำดับต้นๆของโลกมาโดยตลอด
ซึ่งภาพและค่านิยมเหล่านี้ทำให้พลเมืองชาวนอร์เวย์เองและท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อชาวต่างชาติและการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม การยอมรับในแนวคิดเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม แตกต่างจากประเทศอื่นๆในกลุ่มสแกนดิเนเวียอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาจากตัวแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นอร์เวย์จึงมีลักษณะเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม เฉกเช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา กล่าวคือ นโยบายของรัฐบาลนอร์เวย์ให้เสรีภาพต่อผู้ที่อพยพย้ายเข้าประเทศที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองนอร์เวย์ส่วนใหญ่ ผู้ย้ายถิ่นฐานไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตนเมื่อเข้ามาอาศัยในประเทศ ซึ่งในประเด็นที่กล่าวมานี้ถือได้ว่า สภาพความเป็นตัวแบบพหุวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แต่นอร์เวย์ก็ยังมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป กล่าวคือนอร์เวย์มิได้มีการตรากฎหมายหรืออกกฎระเบียบใดเกี่ยวกับการยอมรับพหุวัฒนธรรมแต่อย่างใด[18] เช่น กฎหมายว่าด้วยการถือสองสัญชาติ เป็นต้น[19] ซึ่งการยอมรับในเรื่องพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ของรัฐบาลจะเป็นกรณีๆไป ยังไม่มีสภาพเป็นการออกนโยบาย การตรากฎหมายที่มีผลใช้บังคับ แต่กระนั้นเหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วต่อการตัดสินใจของผู้อพยพหรือผู้ย้ายถิ่นฐาน ในการที่จะเลือกดินแดนนอร์เวย์เป็นที่มั่นสุดท้ายของชีวิตภายหลังจากการก้าวเดินจากแผ่นดินแม่มา ต่อประเด็นนี้มีข้อเท็จจริงที่ให้การสนับสนุน โดยจากสถิติของผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนอร์เวย์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 มีจำนวน 60,000 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ภายหลังการสำรวจในปี ค.ศ 2006 มีจำนวนถึง 400,000 คนคิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในปัจจุบันสถิตินี้ก็เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต[20] ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเป็นดินแดนแห่งสันติภาพและสภาพสังคมที่ยอมรับพหุวัฒนธรรมของนอร์เวย์นั่นเอง
จนกระทั่งการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในนอร์เวย์จากฝีมือการกระทำของพลเมืองชาวนอร์เวย์เองในครั้งนี้ นำมาซึ่งประเด็นปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และแนวคิดเรื่อง พหุวัฒนธรรม ในสังคมนอร์เวย์ ว่าแท้จริงสังคมนอร์เวย์ยังคงยึดมั่นในแนวคิดนี้ในแง่บวกหรือไม่ หรือในความเป็นจริงเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างที่รัฐบาลนอร์เวย์ควรหันกลับมามองให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะภายหลังจากการจับกุม นายเบรวิค ผู้ต้องหาในคดีก่อวินาศกรรมและสังหารหมู่ในนอร์เวย์ครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจพบบันทึกออนไลน์ของเบรวิค ซึ่งเนื้อหาในบันทึกบ่งชี้ถึงตัวตนความเป็นคนคลั่งในศาสนาคริสต์และมีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งของเขา[21] ซึ่งบันทึกออนไลน์ของเบรวิค มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในบริบทแห่งการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ในสังคมพหุวัฒนธรรมของนอร์เวย์ เพราะเบรวิคมีการบรรยายถึงสาเหตุที่กระทำการในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความจงเกลียดจงชังที่ตนมีต่อศาสนาอิสลามและลัทธิมาร์กซิสต์ และหมายความรวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในนอร์เวย์โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มิใช่ประเทศทางด้านตะวันตก (Non-West Nation)[22] อีกทั้งในบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ก็เปิดกว้างมากในกรณีของสังคมออนไลน์ ซึ่งในเวปไซต์อย่าง www.document.no ก็จะมีกลุ่มชาวนอร์เวย์ที่เป็นขวาจัด (Right-Wings) ออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งแนวเหยียดผิว แนวขวาสุดโต่งต่างๆ ตลอดจนการต่อต้านมุสลิม และเวปไซต์นี้เองด้วยที่เบรวิคได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน[23]
การกระทำของเบรวิคจึงเหมือนการกระทำในเชิงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในฐานะที่ตนเป็นพลเมืองนอร์เวย์ ที่ต้องการต่อต้านสังคมแบบพหุวัฒนธรรม การโจมตีค่ายเยาวชนของพรรคแรงงานที่เกาะอูเทอย่า ซึ่งเป็นค่ายเยาวชนที่พรรคแรงงานของนอร์เวย์ ใช้เป็นที่ทำกิจกรรมร่วมกับเยาวชนโดยนำสมาชิกพรรคปัจจุบันและผู้นำในอดีตของพรรคมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะคติ เล่นกีฬา กับเยาวชนนอร์เวย์ จนทำให้เกาะอูเทอย่า ได้ชื่อว่าเป็นเกาะสวรรค์ของคนหนุ่มสาวของนอร์เวย์[24] ซึ่งบทบาทของพรรคแรงงานในฐานะของพรรครัฐบาลของนอร์เวย์นี่เองที่มีส่วนผลักดันการเปิดสังคมนอร์เวย์ให้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมากขึ้น[25] การโจมตีค่ายเยาวชนในครั้งนี้ของนายเบรวิคที่จึงเป็นการกระทำที่ตอบสนองต่อเจตนาที่ชัดเจนดังของเขาที่เขียนในบันทึกออนไลน์ในบริบทของความเกรงกลัวต่อภัยร้ายของสังคมพหุวัฒนธรรม ความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม และลัทธิมาร์กซิสต์เพื่อหมายถึงพรรครัฐบาลหรือพรรคแรงงานนั่นเอง การโจมตีค่ายเยาวชนที่พรรครัฐบาลให้การสนับสนุน จึงถือเป็นความจงใจให้เหตุการณ์กระทบต่อแนวทางบทบาทของพรรคแรงงานในอนาคต และเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์สื่อถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในการวางนโยบายพรรคของตนเกี่ยวกับประเด็นพหุวัฒนธรรมต่อไปอีกด้วย
3. ความเกรงกลัวที่กลายเป็นความเกลียดชัง แนวคิดเรื่องความเกลียดกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) การดำรงอยู่ของลัทธิขวาจัด (Right Wings) ลัทธินีโอนาซี (Neo-Nazism) และความท้าทายต่อประเด็นความขัดแย้งในสังคมพหุวัฒนธรรม
แม้วาทกรรมว่าด้วยความเกลียดกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) จะมีมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ก็มาโด่งดังสูงสุดภายหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือเหตุการณ์ 9/11 เนื่องด้วยผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนร่วมกับการกระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ ล้วนเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินของยุโรปจากการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาโดยทั้งสิ้น[26] โดยในสังคมประเทศยุโรปใดที่ยอมรับหรือใช้แนวคิดแบบผสมกลมกลืนเรื่องพหุวัฒนธรรม ก็จะเอื้อให้ชาวมุสลิมอพยพเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตน และสะดวกในการใช้ช่องโอกาสนี้ในการซ่องสุม ปลูกฝังค่านิยมแนวคิด ตระเตรียมการ จนกระทั่งเกิดการก่อการร้ายในครั้งนี้ วาทกรรมนี้จึงเป็นกระแสที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วในยุโรป เห็นได้จากการที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาในหลายๆประเทศของยุโรปที่ต้องการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ของยุโรปที่มีแต่ชาติพันธุ์ที่ผิวขาว นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น ได้รับคะแนนนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือจากกรณีท่าทีของสหภาพยุโรปในบริบทของการพิจารณารับตุรกีเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป กระแส Islamophobia ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลสำคัญในการตัดสินใจนี้ของสหภาพยุโรป[27]
เมื่อหันกลับมามองกระแส Islamophobia ในนอร์เวย์นั้น ท่าทีของรัฐบาลนอร์เวย์กลับไม่ได้เป็นไปแนวทางเดียวกับกลุ่มประเทศอื่นในภูมิภาคยุโรป นัยหนึ่งนอร์เวย์มิใช่สมาชิกของสหภาพยุโรป จึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นการพิจารณารับตุรกีเข้าสหภาพยุโรป และจากแหล่งข้อมูลต่างๆก็ไม่เชื่อมโยงว่า กระบวนการก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2001 มาดริด ค.ศ.2004 และลอนดอน ค.ศ.2005 เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมที่อพยพมาอาศัยในนอร์เวย์ รัฐบาลนอร์เวย์จึงยังมีทีท่าสนับสนุนสังคมพุวัฒนธรรมต่อไปเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ แต่ในทางตรงกันข้ามกระแส Islamophobia นี้กลับตื่นตัวเป็นอย่างมากในหมู่ของพลเมืองชาวนอร์เวย์เอง และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ตัวชี้วัดเดียวกันกับประเทศในภูมิภาคยุโรปอื่น ดังเช่นกรณีที่สถิติผลการเลือกตั้งในระยะหลังของนอร์เวย์พบว่า พรรคโปรเกรส (Progress Party :FRP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแนวขวาสุดโต่งของนอร์เวย์ได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับนับตั้งแต่การเลือกตั้งใน ปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ.2009 พรรคโปรเกสได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวน 41 ที่นั่งจากสมาชิกสภาทั้งหมด 169 ที่นั่งซึ่งเพิ่มมากขึ้นถึงเกือบร้อยละ 30 จากผลการเลือกตั้งครั้งก่อน [28] ซึ่งแสดงว่ามีประชากรถึงกว่า 6 แสนคนที่เลือกพรรคโปรเกรส จากประชากรทั้งหมด 4 ล้านคนของนอร์เวย์ นัยยะนี้แสดงให้เห็นถึงกระแสการต่อต้านชาวต่างชาติในนอร์เวย์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะพรรคโปรเกสคือพรรคที่มีนโยบายต่อต้านและควบคุมระบบสวัสดิการของชาวต่างชาติในนอร์เวย์อย่างชัดเจน[29]
ในเรื่องความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในนอร์เวย์ ในอดีตพลเมืองและรัฐบาลนอร์เวย์ให้การยอมรับในความแตกต่างทางชาติพันธุ์และเปิดใจยอมรับในสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ชาวมุสลิมไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตนเองมีสิทธิที่จะพูดภาษาของตนเอง เด็กที่เกิดใหม่หรือเข้าทำการศึกษามีสิทธิเรียนภาษาของตนเอง เช่น ในกรณีของผู้ย้ายถิ่นฐานจาก ปากีสถาน และอิรัก ซึ่งมีปริมาณมากในปัจจุบัน ก็มีสิทธิที่จะเรียนภาษาอารบิก[30] และรัฐบาลนอร์เวย์ไม่ได้บังคับให้ต้องเรียนภาษานอร์เวย์แต่อย่างใด ชาวมุสลิมยังมีสิทธิในการรวมกลุ่มตั้งถิ่นฐาน หรือตั้งโรงเรียนสอนศาสนา และประกอบพิธีกรรมของตนได้อย่างเสรี[31] อีกทั้งยังให้จัดตั้งเป็นองค์กรที่สนับสนุนชาติพันธุ์ของตนเองได้บนแผ่นดินนอร์เวย์[32] หรือกระทั่งการยอมรับในขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา อันจะเห็นได้จาก การคลุมผ้าฮิยาปห์ของสตรีชาวมุสลิม[33] เป็นสิ่งที่รัฐบาลนอร์เวย์หรือพลเมืองชาวนอร์เวย์ไม่ได้ออกมาคัดค้านต่อต้านวัฒนธรรมดังกล่าวของชาวมุสลิมในสังคมนอร์เวย์แต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้ว่าในสังคมนอร์เวย์ ชาวมุสลิมมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆได้อย่างเสรี ครอบคลุมเกือบทุกบริบทของการดำเนินชีวิต
แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงในเหตุการณ์ 9/11 ความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมก็เปลี่ยนไป แม้ท่าทีของรัฐบาลนอร์เวย์จะยังคงไม่ได้สอดรับต่อกระแส Islamophobia แต่พลเมืองชาวนอร์เวย์กลับมีท่าทีในการแสดงออกที่มากขึ้นถึงความไม่พอใจและจงเกลียดจงชังชาวมุสลิม การเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์เพิ่มมากขึ้นในสังคมนอร์เวย์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นและดำรงอยู่ของลัทธิขวาจัด (Right Wings)และลัทธินีโอนาซี (Neo-Nazism) ในนอร์เวย์ ดังจะเห็นได้ว่า แม้ในนอร์เวย์เองจะไม่ปรากฎหลักฐานของการรวมกลุ่มและมีอยู่ของสมาชิกพรรคนาซี หรือกลุ่มขวาจัดที่ชัดเจน แต่ในกรณีของนายเบรวิค ผู้ต้องหาคดีก่อวินาศกรรมและสังหารหมู่ในนอร์เวย์นี้ ได้แสดงให้เห็นว่า การรวมกลุ่มของสมาชิกพรรคนาซีในประเทศกลุ่มนอร์ดิก หาได้อยู่ในนอร์เวย์แต่หากใช้พื้นที่ของสวีเดนในการรวมกลุ่ม ในเวปไซต์ Swedish neo-Nazi Internet forum แซึ่งนายเบรวิคเป็นสมาชิกอยู่มีนามแฝงว่า Nordisk ซึ่งเวปไซต์นี้มีจำนวนสมาชิกถึงกว่า 20,000 คน จากการก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.2007 แม้เนื้อหาในเวปไซต์จะว่าด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับ การเมือง ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์บทเพลง แต่ก็จะพบเห็นการพูดคุยในเชิงการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้งอยู่เป็นประจำ[34] ในบริบทของสื่อมวลชนภายในประเทศกลุ่มนอดิก ภายหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นชาวมุสลิมกับการก่อการร้ายมากขึ้น มีการเขียนภาพการ์ตูนล้อเลียน ศาสดามูฮัมหมัดลงในหนังสือพิมพ์ของเดนมาร์กและนอร์เวย์ จนเกิดการประท้วงจากชาวมุสลิมจนโด่งดังทั่วโลก[35] สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นความแปลกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมนอร์เวย์ แม้ประเด็นเหล่านี้จะพบเจอได้อย่างไม่ยากในบริเวณอื่นของภูมิภาคยุโรป แต่การดำรงอยู่ของแนวคิดเช่นนี้ในกลุ่มประเทศที่ได้ชื่อว่าสงบสุขที่สุดจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และก่อให้เกิดกระแสความสนใจยิ่งขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา
สภาพสังคมนอร์เวย์ที่เปลี่ยนไปภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ชาวมุสลิมที่เคยเปิดเผยตัวตนในสาธารณะได้อย่างชัดเจนก็กลับกลายเป็นต้องปิดบังตัวเองจากสังคมและเพื่อนร่วมงานมากขึ้น จากการสัมภาษน์แรงงานตูนีเซียในนอร์เวพบว่า เขามีความละอายและเกรงกลัวเวลาที่เพื่อนร่วมงานชาวนอวีเจี้ยนหรือชาวผิวขาวฝั่งตะวันตกถามเขาว่ามาจากประเทศไหนหรือนับถือศาสนาอะไร เพราะกลัวว่าจะได้รับการรังเกียจหรือกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมงาน เขายินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลเชื้อชาติและศาสนาของเขาแก่เพื่อนร่วมงานที่สนิทจริงๆเท่านั้น และเลือกที่จะเข้าไปบอกกล่าวความจริงเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติของเขา ในตอนเวลาพักเบรคจากการทำงาน และเลือกที่จะแอบบอกในสถานที่อย่างเช่นห้องน้ำ เป็นต้น แต่ก็ซึ่งเป็นเรื่องขบขันสำหรับเขาที่เกิดขึ้นในชีวิตการเป็นผู้อพยพ แต่ก็มีชาวมุสลิมอีกไม่น้อยที่ใช้ห้องน้ำเป็นสถานที่ร้องไห้ระบายความอัดอั้นจากการถูกกลั่นแกล้ง การดูถูกเหยียดหยามและการแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรจากเพื่อนร่วมงานที่มีตาสีฟ้า ผมสีทอง”[36] และภายหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในนอร์เวย์ กระแสแนวคิดแบบชาตินิยม อนุรักษ์นิยม ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหมู่ของชาวนอร์เวย์
ถึงแม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเกิดจากการกระทำของพลเมืองชาวนอร์เวย์เอง แต่ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ส่งผ่านถึงรัฐบาลนอร์เวย์ ถึงความไม่พอใจที่กำลังก่อตัวอยู่ในสังคมนอร์เวย์ เพียงแต่นายเบรวิคเลือกที่ใช้ความรุนแรงกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความเลวร้ายเกินให้อภัย และสมควรแล้วแก่การที่ถูกประณามจากพลเมืองนอร์เวย์และประชาคมโลก ซึ่งรัฐบาลนอร์เวย์ต้องประทะประทังระหว่างกระแส Islamophobia ที่มีอยู่จริง และความไม่พอใจที่คุกรุ่นอยู่ในความรู้สึกของพลเมืองนอร์เวย์เองต่อชาวมุสลิมในประเทศ อีกทั้งรัฐบาลนอร์เวย์จำเป็นที่ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับชาวมุสลิมในประเทศและสายตาของชาวมุสลิมทั่วโลกเอาไว้ เพราะจากเหตุการณ์วินาศกรรมก็ทำให้ชาวมุสลิมเสียชีวิต 2 รายคือบาโน ราชิด วัย 18 ปี และ อิสมาอิล ฮาจิ อาเหม็ด วัย 19 ปี ซึ่งอพยพมาจากอิรัก[37] จึงทำให้เราเห็นบทบาทของนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ นายเจนส์ สโตลเตนเบิร์ก ในการกล่าวสุนทรพจน์แสดงความเสียใจต่อชาวมุสลิมและปฏิเสธความเกี่ยวข้องของเหตุการณ์ในบริบทที่พาดพิงกับชาวมุสลิม และในการนี้นายสโตเตนเบิร์กยังได้เข้าไว้อาลัยในพิธีศพของชาวมุสลิมทั้งสอง[38] ทั้งนี้เพื่อลดกระแสความตึงเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งจากฝั่งพลเมืองชาวนอร์เวย์เองและชาวมุสลิมภายในประเทศ และเป็นการดับไฟกระแส Islamophobia ที่กำลังเจริญเติบโตในหมู่พลเมืองชาวนอร์เวย์
อีกกระแสแนวคิดอื่นที่ดำรงอยู่ในสังคมนอร์เวย์ก็คือ ลัทธิขวาจัด (Right Wings)และลัทธินีโอนาซี (Neo-Nazism) ซึ่งหมายถึงพวกอนุรักษ์นิยมคลั่งชาติที่แสดงออกถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิมหรือชาติพันธุ์อื่นๆที่แตกต่างไปจากชาติพันธุ์ของตน อัตลักษณ์ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้คือเป็นกลุ่มที่ต้องการฟื้นลัทธินาซี เชิดชูคนผิวขาว ต่อต้านกลุ่มคนต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว ต่างศาสนา ชอบไว้ทรงผมทรงสกินเฮด และมักจะออกตระเวนกลั่นแกล้งชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือพักอาศัยภายในประเทศของตน สังคมนอร์เวย์อาจจะมีกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีของเบรวิค ผู้ต้องหาคดีสังหารหมู่ในนอร์เวย์ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เด่นชัดในการบ่งชี้ว่าเขาคือผู้ถวิลหาในลัทธิขวาจัดและลัทธินีโอนาซี แต่จากเอกสาร “2083 :คำประกาศอิสรภาพของยุโรป (2083 : A European Declaration of Independence) ที่เขียนขึ้นโดยนายเบรวิค เนื้อหาคงสามารถยืนยันแนวคิดที่ขวาจัดและคลั่งชาติได้เป็นอย่างดี หรือการเป็นสมาชิกของเวปไซต์นีโอนาซีและการกระทำของเขาที่เกิดขึ้นก็พอจะอนุมานได้ว่าเขาคือกลุ่มที่ลุ่มหลงในลัทธินีโอนาซี สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงการดำรงอยู่ของแนวคิดที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ในสังคมพหุวัฒนธรรมของนอร์เวย์
ดังนั้นภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมแบบนอร์เวย์จึงนำมาซึ่งความท้าทายต่างๆ ทั้งในประเด็นการยอมรับหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงน่าจับตามองต่อไปถึงอนาคตของประเทศและมาตรการต่างๆที่จะป้องปรามเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกอันเกิดจากฐานแนวคิดแบบ Islamophobia ชาตินิยม อนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงต่างๆ ซึ่งก็ควรเป็นมาตรการที่ตอบสนองการแก้ไขที่ยั่งยืนมากกว่าใช้ตอบสนองเหตุการณ์เฉพาะหน้าแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในที่นี้ก็หมายความรวมถึงการแก้ไขในบริบทของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เฉกเช่น ระบบรัฐสวัสดิการ และนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป ที่จะกล่าวถึงในส่วนต่อไปอีกด้วย
4. ความอ่อนแอของระบบรัฐสวัสดิการ (Welfare state) และการตอบสนองนโยบายสหภาพยุโรปในบริบทของนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป (European Neighbourhood Policy-ENP)
อีกประเด็นปัญหาที่มีการกล่าวถึงภายหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในนอร์เวย์ คือประเด็นปัญหาของโครงสร้างระบบรัฐสวัสดิการนอร์เวย์ ในบริบทของความเท่าเทียมกันของพลเมืองภายในประเทศและผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศ และในบริบทของการที่รัฐสวัสดิการทำให้สภาพสังคมกำหนดรูปแบบพฤติกรรมของพลเมืองภายในรัฐ อีกทั้งภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้รัฐแต่ละรัฐย่อมต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ทำให้ระบบเศรษฐกิจของนอร์เวย์ที่ถึงแม้จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)[39] และเพียบพร้อมด้วยทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล เช่น น้ำมัน[40] จำต้องผูกติดระบบเศรษฐกิจของตนกับตลาดร่วมสหภาพยุโรป ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ถึงแม้จะไม่ได้มีสมาชิกภาพในการบูรณาการระดับภูมิภาคนี้ และไม่ได้รับเอาระบบการใช้เงินตราสกุลยูโรมาใช้ภายในประเทศก็ตาม ซึ่งนโยบายทางการเงินดังกล่าวนี่เอง ที่นำมาซึ่งการวิพากษ์เกี่ยวกับการเป็นสาเหตุก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติหนี้ในกลุ่มประเทศ PIIGS[41] ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของนอร์เวย์ที่ใช้งบประมาณมหาศาลในการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ ดังนี้การทำความเข้าใจเรื่องรัฐสวัสดิการในนอร์เวย์ จึงนำมาซึ่งการอธิบายเหตุการณ์และสาเหตุแห่งการเกิดวินาศกรรมในนอร์เวย์ได้เป็นอย่างดี
ตามแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการของเอสปิง แอนเดอร์สัน (Esping Anderson) ได้จำแนกระบบรัฐสวัสดิการออกเป็นสามประเภท คือหนึ่ง รัฐสวัสดิการแบบเสรีนิยม (Liberal welfare states) สอง รัฐสวัสดิการแบบบรรษัทนิยม (Corporatist welfare states) และรัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social democratic welfare states) โดยอาศัยลักษณะของรัฐบาลประเทศนั้นๆเป็นตัวแบ่ง รัฐสวัสดิการของนอร์เวย์จึงมีลักษณะเป็น รัฐสวัสดิการแบบรัฐบาลสังคมประชาธิปไตย (Socialdemokratiska)[42] ซึ่งเป็นตัวแบบที่เกิดขึ้นแบบประสานประโยชน์ร่วมกัน ผ่านการเจรจาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ผู้ให้ประโยชน์และผู้รับประโยชน์ เป็นตัวแบบที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ถึงความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในสังคม[43] รัฐบาลสังคมประชาธิปไตยจึงเน้นใช้นโยบายเรื่องความเท่าเทียมทางสังคม (Social Equity) และการกระจายทั่วถึง (Redistribution) มากกว่าความต้องการในการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ(Economic Growth) แบบแนวคิดฝั่งเสรีนิยมใหม่[44] ทำให้การจัดสรรแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมัน หรือรายได้ต่างๆของประเทศ คืนกลับมายังประชาชนอย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึงในรูปของการจัดสวัสดิการของรัฐ ไม่เว้นแม้แต่ผู้อพยพย้ายถิ่นฐานที่ทยอยเข้ามายังนอร์เวย์ตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อค้าแรงงานในการบูรณะประเทศที่หายนะจากภัยสงคราม[45]
สังคมนอร์เวย์ได้เดินทางเข้าสู่ช่วงสังคมที่ประชากรส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงวัยชราหรือวัยทอง (The Golden Age) ทำให้เป็นสังคมที่อาจจะเข้าสู่ภาวะการขาดแคลนแรงงานได้ในอนาคตอันใกล้[46] ประกอบกับสังคมพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ ทำให้การตัดสินใจที่จะอพยพเข้ามาค้าแรงงานของผู้ย้ายถิ่นฐานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าค่าจ้างแรงงานของผู้อพยพจะถูกกว่าชาวนอร์เวย์ แต่สิทธิในการรับสวัสดิการของผู้อพยพเหล่านี้ ก็มีความเท่าเทียมกัน ภายใต้แรงผลักดันจากสหภาพแรงงานในประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายของผู้อพยพที่สูงตอนแรกเข้า อาจจะมีเพียงนโยบายการเก็บภาษีจากขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองแต่เพียงอย่างเดียว[47] ในขณะที่เมื่อเข้ามาทำงานอยู่อาศัยภายในประเทศแล้ว ผู้อพยพก็อยู่ในสถานะที่เสรีในการประกอบอาชีพและสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐเท่าเทียมกับพลเมืองนอร์เวย์ และไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ใดๆของตนในสังคมพหุวัฒนธรรมนอร์เวย์เลย[48] ความขัดแย้งของพลเมืองนอร์เวย์กับผู้อพยพในประเด็นทางด้านเศรษฐกิจจึงเริ่มต้นจาก ค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าของผู้อพยพ ความรู้สึกการถูกแย่งงานจึงก่อตัวขึ้นในใจแรงงานชาวนอร์เวย์ นอกจากนั้น ความรู้สึกของชนชั้นกลางขึ้นไปของนอร์เวย์ที่ต้องแบกรับภาษีที่สูงขึ้นจากภาวะสังคมที่มีผู้สูงวัยมากขึ้น ประกอบวิกฤติเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์จำต้องขึ้นภาษีในอัตราก้าวหน้าที่สูงขึ้น ซึ่งในปี ค.ศ.2010 นอร์เวย์ติดอันดับ 13 ประเทศที่เก็บภาษีสูงที่สุดในโลก[49] ทำให้เกิดความไม่พอใจในรัฐบาลถึงนโยบายของรัฐที่ต้องโอบอุ้มผู้อพยพต่างชาติที่เข้ามาค้าแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มจะมีปริมาณสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกเกลียดชังต่อคนต่างชาติจึงตามออกมาในความรู้สึกของชนชั้นกลางขึ้นไปของนอร์เวย์
แต่เมื่อมองย้อนดูถึงความอ่อนแอของรัฐสวัสดิการในแง่ของโครงสร้าง การผลักภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่ต้องใช้ในการดำรงไว้ซึ่งคุณภาพของสวัสดิการ โดยการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นจากภาษีเงินได้ของประชาชน ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชนชั้นในสังคม และระหว่างความแตกต่างหลากหลายของชาติพันธุ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม แต่ค่านิยมของคนนอร์เวย์จะรักและสมัคคีในชาติพันธุ์ของตน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นในสังคมจึงไม่เกิดขึ้นเมื่อเกิดปัญหาเรื่องภาษี[50] ความไม่พอใจความโกรธแค้นจึงไปตกอยู่กับผู้อพยพชาวต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียวเป็นสำคัญ แม้ประเด็นนี้จะหมดไปเมื่อสังคมนอร์เวย์เข้าสู่ช่วงสังคมวัยทองในอนาคตที่แรงงานต่างชาติมีความจำเป็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้ของชาวนอร์เวย์หมดไป
ในประเด็นการแสดงออกของชาวนอร์เวย์บางส่วนที่มองชาวต่างชาติในแง่ลบ ก็เป็นผลมาจากประเด็นปัญหาของรัฐสวัสดิการที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและพื้นฐานทางด้านจิตใจของคนในสังคม จะเห็นได้จาก การที่รัฐสวัสดิการนอร์เวย์ดูแลและช่วยเหลือคนว่างงาน ทำให้คนนอร์เวย์ไม่กะตือรือร้นที่จะทำงานหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คนว่างงานใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไร้สาระ เพ้อฝัน หรือรวมกลุ่มกันทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ ปลูกฝังแนวคิดที่รุนแรงเกี่ยวกับการเกลียดชังชาวต่างชาติหรือชาวมุสลิม ชาวนอร์เวย์บางส่วนใช้ชีวิตอยู่ไปโดยไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนให้ถึงเป้าหมายของชีวิต อัตราเงินออมก็ต่ำมากเนื่องจากรัฐบาลดูแลสวัสดิการในทุกภาคส่วน ขาดแรงจูงใจในการรู้จักเก็บออม ประชาชนบางส่วนมีอาการซึมเศร้า ไร้ความมุ่งหวังในชีวิต ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนลำพัง(Homeless people) ก่อให้เกิดปัญหาโรคติดต่อ ปัญหาอาชญากรรมตามมา แม้ประเทศนอร์เวย์จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยอันดับต้นๆของโลก แต่อาชญกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ก็มักเป็นอาชญากรรมที่รุนแรง กระทำต่อชีวิต[51] เนื่องด้วยความรู้สึกปลอดภัยในสังคมเป็นค่านิยมที่ฝังอยู่ในใจของคนนอร์เวย์ ทำให้คนร้ายสามารถเข้าถึงตัวเราได้โดยไม่ได้ระมัดระวัง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนายเบรวิคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นต้น
ในภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรมและบริการ ก็ประสบปัญหาคนเก่งสมองไหลไปต่างประเทศมากขึ้นเนื่องจากภาระภาษีและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก กรุงออสโลและกรุงสตาเวนเจอร์ ของนอร์เวย์ ติดอันดับ 2 และ 4 ตามลำดับของโลก[52] บุคคลากรที่เก่งและมีศักยภาพในนอร์เวย์จึงไม่สามารถแบกรับภาระทางด้านภาษีที่ดูจะไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อความสามารถของพวกเขาเมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ว่างงานหรือแรงงานต่างชาติ การย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นเพื่อลดภาระตรงส่วนนี้จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวชี้วัดทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เห็นถึงปัญหาของระบบรัฐสวัสดิการที่ส่งผลต่อรูปแบบพฤติกรรม การแสดงออกและพื้นฐานจิตใจของคนในสังคมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังต่อชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิด บ่งชี้ได้ชัดถึงประเด็นทางด้านเศรษฐกิจในบริบทของนโยบายรัฐสวัสดิการ ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมความรุนแรงของเบรวิค ไม่น้อยกว่าการที่รัฐบาลหรือสังคมนอร์เวย์ยอมรับในสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะหากนอร์เวย์มีระบบเศรษฐกิจที่ผูกติดกับระบบเสรีนิยมเต็มขั้น วิถีของคนในสังคมก็จะแปรเปลี่ยนไปอีกแบบ ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่การมีรัฐสวัสดิการที่คอยโอบอุ้มประชาชนอยู่โดยตลอด ประชาชนก็จะมีความรู้สึกไม่มีความจำเป็นต้องดิ้นรนแม้จะอยู่เฉยๆ ไม่ทำงาน ก็จะมีรัฐเข้ามาคอยดูแล พื้นฐานจิตใจจะไม่เข้มแข็งพอ ไม่มีความมุ่งมั่นอันเกิดจากแรงขับจากสภาพเศรษฐกิจ หรือสังคมที่มีการแข่งขัน เฉกเช่นประเทศอื่นๆที่ใช้นโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ สภาพเศรษฐกิจสังคมแบบนี้ จึงเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกชักจูงหรือก่อแนวคิดแบบรุนแรงด้วยตนเองเพื่อตอบโต้และแสดงออกถึงความรู้สึกเกลียดชัง ที่มีต่อชาวต่างชาติ ผู้อพยพที่แตกต่างจากตนทั้งเรื่อง สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม เมื่อดูในบริบทของรัฐสวัสดิการไม่สามารถที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจได้ในระยะยาว เนื่องจากสังคมที่เข้าสู่วัยชรามากขึ้นหรือผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องออกนโยบายที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนหรือคุณภาพสวัสดิการที่แย่ลง ประเด็นเหล่านี้เช่นกันที่ช่วยสุมไฟแห่งความเกลียดชังที่มีต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ
ผลของความอ่อนแอของรัฐสวัสดิการจะชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาถึงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปที่เกิดขึ้นในหมู่ของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ที่กำลังมีแนวโน้มลุกลามเข้ามายังกลุ่มประเทศที่ไม่ได้อยู่ในยูโรโซนอย่างนอร์เวย์ ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์เริ่มใช้มาตรการที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ผลกระทบจึงตกแก่พลเมืองนอร์เวย์ที่สวัสดิการที่รัฐเคยมอบให้มีคุณภาพตกต่ำลง มีการจัดเก็บภาษีต่อพลเมืองที่สูงขึ้น เป็นต้น อีกทั้งแม้นอร์เวย์จะไม่ได้มีสถานะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ด้วยหลักมนุษยธรรม นอร์เวย์ก็ไม่สามารถปล่อยให้สหภาพยุโรปพังทลายได้ลงคอ เพราะถือเป็นสัญญาณความอยู่รอดของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของนอร์เวย์เช่นกัน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์กับสหภาพยุโรปจึงออกมาในรูปแบบของความร่วมมือในบริบทต่างๆมาโดยตลอด โดยเฉพาะในบริบทของการที่สหภาพยุโรปมีแนวคิดที่จะขยายสมาชิกภาพในอนาคต (Enlargement) สหภาพยุโรปจึงพยายามสร้างสายสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่าน นโยบายประเทศเพื่อนบ้านยุโรป (European Neighbourhood Policy : ENP)[53] ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านยุโรปเหล่านี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงนอร์เวย์ เพราะแท้จริงแล้วนโยบายเพื่อนบ้านยุโรปมีนัยยะเพื่อการกีดกันกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ให้มีสถานะเป็นแค่เพื่อนบ้าน หาได้ต้องการให้เข้ามาเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากแนวคิดที่มีสหภาพยุโรปมีต่อนอร์เวย์ สหภาพยุโรปยังมีความต้องการให้นอร์เวย์เข้าร่วมสหภาพยุโรปอยู่ และดูเหมือนว่านอร์เวย์ก็เข้าร่วมนโยบายนี้เสมือนว่าประเทศตนอยู่ในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป เหมือนกรณีของการเข้าร่วมเป็นประเทศในกลุ่มเชงเก้น (Schengen Agreement)[54] ซึ่งนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป จุดประสงค์ที่เด่นชัดที่สุด คือการกลั่นกรองผู้อพยพข้ามพรมแดน เพราะพรมแดนของสหภาพยุโรปที่ติดกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านยุโรป เป็นเสมือนทางผ่านของผู้อพยพผิดกฎหมายและขบวนการลักลอบค้ามนุษย์และยาเสพติด สหภาพยุโรปจึงต้องการช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในการจัดการพรมแดนและกระบวนการเข้าเมืองซึ่งจะส่งผลดีต่อสหภาพยุโรป ซึ่งนโยบายนี้นอร์เวย์ก็ได้เข้าร่วมดูเหมือนจะส่งผลดีกับนอร์เวย์ถ้านโยบายนี้สามารถบริหารจัดการเรื่องผู้ย้ายถิ่นฐานได้จริง แต่บทสรุปกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม นโยบายนี้ยิ่งสร้างปฏิสัมพันธ์เชื่อมต่อที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างนอร์เวย์กับประเทศภายอื่นๆ ที่ต่างก็เป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเช่นเดียวกันกับนอร์เวย์ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฎนอร์เวย์ยังคงดำรงตนซึ่งการเป็นประเทศแห่งสันติภาพ เมื่อนโยบายเพื่อนบ้านยุโรปทำให้ผู้อพยพผ่านเข้าพรมแดนสหภาพยุโรปลำบากมากยิ่งขึ้น นอร์เวย์จึงกลายเป็นประเทศที่ผู้อพยพสามารถผ่านเข้าไปตั้งรกรากหรือใช้เป็นทางผ่านไปสู่ประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปได้ง่ายที่สุด ปริมาณผู้อพยพในนอร์เวย์จึงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้อพยพชาวรัสเซีย กลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States – CIS)และประเทศในกลุ่มอาหรับ เช่น ปากีสถานและอิรัก ซึ่งกลายเป็นกลุ่มผู้อพยพสำคัญที่มีปริมาณมากที่สุดในนอร์เวย์[55]อันเป็นผลมาจากนโยบายเพื่อนบ้านยุโรปและการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเชงเก้นของนอร์เวย์นั่นเอง
5. ก้าวต่อไปของนอร์เวย์ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรง และแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาในอนาคต
ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในนอร์เวย์ แม้ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุดังกล่าวจะเป็นชาวนอร์เวย์ที่กระทำต่อพลเมืองชาวนอร์เวย์ด้วยกัน โดยมีผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิมและชาวไทยรวมอยู่ด้วย[56] ถ้าว่ากันด้วยความรู้สึกพื้นฐานแล้วเหตุการณ์นี้น่าจะส่งผลกระทบในด้านลบกับผู้ที่สนับสนุนแนวคิดต่อต้านสังคมพหุวัฒนธรรมและชาวต่างชาติ เพราะการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของเบรวิค เป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ที่เป็นพลเมืองชาวนอร์เวย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากในสายตาของชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของชาวนอร์เวย์โดยทั่วไปต่อเหตุการณ์ ไม่มีการพุ่งประเด็นการกระทำหรือความเกลียดชังไปที่ชาวต่างชาติหรือชาวมุสลิม มีเพียงสื่อเท่านั้นที่เล่นประเด็นนี้เกี่ยวโยงไปถึงชาวมุสลิม แต่ก็เป็นการวิเคราะห์เชิงสาเหตุ หาได้พุ่งเป้าเข้าทำลายชื่อเสียงของชาวมุสลิมในนอร์เวย์แต่อย่างใด ผลแห่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ในการจัดอันดับประเทศที่มีสันติภาพมากที่สุดของโลกปีล่าสุด 2011 นอร์เวย์ตกจากอันดับ 1 ใน 5 ลงไปที่อันดับ 9[57] และนำมาซึ่งการทบทวนมาตรการความปลอดภัยของรัฐบาลนอร์เวย์ จากเดิมเป็นประเทศที่ถือได้ว่าปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ด้วยสภาพสังคมแบบพหุวัฒนธรรมและความสะดวกสบายในการเข้าออกประเทศของนอร์เวย์ ทำให้ดินแดนนี้เป็นเป้าหมายของนักก่อการร้ายและนักเคลื่อนไหวที่มีแนวคิดแบบชาตินิยม อนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง จึงเกิดคำถามที่ว่าภายหลังเหตุการณ์นี้นอร์เวย์จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด หรือไม่ และอย่างไร หรือในความเป็นจริงแล้วนอร์เวย์ได้เปลี่ยนไปแล้วก่อนจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ เพียงแต่ไม่มีใครมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และยึดภาพมายาคติ (Myth) ที่นอร์เวย์สร้างขึ้นและเชื่อตาม
ภายหลังจากเหตุการณ์ นโยบายการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการเพิ่มงบประมาณทางด้านความมั่นคงและสร้างมาตรฐานในมาตรการความปลอดภัยให้สูงขึ้น หาใช่การแก้ไขปัญหาที่ลงลึกถึงรากเหง้าอย่างแท้จริง เพราะความสำคัญของปัญหามิใช่เพียงแค่ความผิดพลาดของมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ แต่สาเหตุแห่งปัญหามาจากประเด็นนโยบายทางด้านสังคมมากกว่าที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมและจุดชนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันที่เวลาผ่านพ้นไปแล้ว นอร์เวย์ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติที่รัฐบาลก็ยังคงเพิกเฉยต่อประเด็นปัญหาทางด้านสังคมและยังคงสนับสนุนการดำรงอยู่ของสังคมพหุวัฒนธรรมแบบเต็มที่เช่นเคย ซึ่งก็เท่ากับว่าแท้ที่จริงแล้วในบริบทของท่าทีของรัฐบาลและประชาชนบางส่วนของนอร์เวย์ภายหลังเหตุการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยจากก่อนเกิดเหตุการณ์ เพราะรัฐบาลและประชาชนบางส่วนเองไม่ได้มองเห็นถึงสภาพปัญหาที่เป็นอยู่อย่างแท้จริงเลยแม้แต่น้อย ปมปัญหาจากเหตุการณ์ความรุนแรงจึงทำหน้าที่เป็นเพียงภาพสะท้อนให้ประชาคมโลกจับตามองนอร์เวย์และวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ ซึ่งท้าทายต่อประเด็นความเป็นดินแดนแห่งสันติภาพของนอร์เวย์ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในอีกแง่มุมหนึ่ง สังคมนอร์เวย์ก็อาจหาได้เปลี่ยนแปลงเพราเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ แต่ความเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ ปี ค.ศ.1970 ที่รัฐบาลนอร์เวย์ยินยอมให้ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากในนอร์เวย์โดยไม่มีข้อห้าม ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันสังคมนอร์เวย์ก็ได้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างเต็มที่ โดยที่รัฐบาลกับประชาชนบางส่วนไม่ได้มองเห็นถึงผลเสียของสังคมพหุวัฒนธรรมที่สร้างปัญหามากมายตามมา อาจเพราะสภาพสังคมรัฐสวัสดิการที่โอบอุ้มประชาชนชาวนอร์เวย์และชาวต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยมและครอบคลุม จนสามารถเกลื่อนกลืนปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในสังคมจนหมดสิ้น แต่อย่างไรก็ดีแนวคิดที่มีต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในเชิงต่อต้านและเกลียดชังก็หาใช่จะไร้สิ้นในแผ่นดินนอร์เวย์ ในทางตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับปริมาณผู้อพยพที่เพิ่มมากขึ้น เหตุการณ์ความรุนแรงในนอร์เวย์ครั้งนี้จึงเป็นเพียงหนึ่งเหตุการณ์ที่บ่งชี้ถึงการดำรงอยู่จริงของปัญหาทางด้านพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันความเปราะบางของโครงสร้างรัฐสวัสดิการที่นับวันจะทวีความรุนแรงในมิติที่สูงขึ้นในดินแดนที่ทุกคนเชื่อมั่นในสันติภาพ และอาจเป็นเพราะมายาคติของความเป็นเมืองแห่งสันติภาพ ที่ปิดบังความเป็นจริงในสังคมนอร์เวย์ได้อย่างแยบยล จนทำให้ความรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมนอร์เวย์ จำเป็นต้องอาศัยเหตุการณ์ความรุนแรง เป็นตัวกระตุ้นทั้งที่จริงความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่กับนอร์เวย์มาเป็นระยะเวลายาวนานแล้วโดยไม่รู้ตัว
จนถึงบัดนี้รัฐบาลซึ่งอาจจะมองเห็นถึงปัญหาหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังคงเลือกที่จะรักษาภาพมายาคติของนอร์เวย์ไว้ โดยการสนับสนุนของกลุ่มประชาชนชาวนอร์เวย์ที่ยังอยู่ดีกินดีภายใต้สังคมรัฐสวัสดิการ แต่ในอนาคตข้างหน้าที่รัฐสวัสดิการไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่กลับสร้างแต่ภาระภาษีให้แก่ประชาชนมากขึ้น หรือการต้องยอมจำกัดงบประมาณรัฐสวัสดิการให้น้อยลง อันเนื่องมาจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้าที่ยากจะคาดการณ์ จนทำให้ระบบสวัสดิการมีสภาพที่แย่ลง เมื่อวันนั้นมาถึงนอร์เวย์อาจจะสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะศักดิ์ศรีของความเป็นเมืองแห่งสันติภาพ อาจไม่สำคัญอีกต่อไปเมื่อเทียบกับความอยู่รอดของประเทศชาติ ในบริบทของความมั่นคง สังคมวัฒนธรรม และสภาพเศรษฐกิจในอนาคต สังคมของนอร์เวย์จึงมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงมานานแล้ว เพียงแต่นอร์เวย์จะกล้าพอหรือไม่ที่จะยอมรับความจริง หรือจะยังมัวหลงอยู่ในวังวนที่เป็นแค่ภาพมายา
เอกสารอ้างอิง
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สืบค้นจาก www.mfa.go.th/business/
ป๋วย อึ้งภากรณ์. The Quality of Life of a South East Asian: A Chronicle of Hope from Womb to Tomb. Bangkok Post ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516
สฤณี อาชวานันทกุล.ดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet Index).มูลนิธิโลกสีเขียว สืบค้นจาก http://www.greenworld.or.th/columnist/ecosaveworld/177
สุภางค์ จันทวานิช.พหุวัฒนธรรมความเป็นไปได้ในสังคมไทย.ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานตำรวจแห่งชาตินอร์เวย์ https://www.politi.no/
เอื้อมพร พิชัยสนิธ.เศรษฐกิจทางเลือกว่าด้วยรัฐสวัสดิการ.สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊ค.2010
Anne Ellingsen. Multiculturalism and the Nordic State. the Norwegian Hub for Traditional.2009
Armingeon K and M. Beyeler. The OECD and European welfare states.Northampton.2004
David Levinson and Melvin Ember ed. Encyclopedia of Cultural Anthropology. (New York: Henry Holt and Company,1996). Pp.940-943.
Eriksen, Thomas Hylland (1999) Fleretniske paradokser. En kritisk analyse af multikulturalismen
Esping Anderson.Three World of Welfare Capitalism.1990
EvelyneHuber and John D. Stephens.Development and Crisis of the Welfare State: Parties and Policies in Global Markets.The University of Chicago Press.2001
Irene Bloemraad. The Debate Over Multiculturalism: Philosophy, Politics, and Policy. University of California, Berkeley.2011
Kaiyang Huang. Immigration and Nordic Welfare state model. Harvard Political Review.2011
Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies – Norway. Queen’s University.2011
Panthid Srisathaporn. European Neighbourhood Policy (ENP) as a tool of Europeanisation: EU policy towards Ukraine.2011
Stein Kuhnle and Peter Flora .Norway Growth to limits: The Western European Welfare state since World War II Volume 1.New York.1986
Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011
[1] กลุ่มสแกนดิเนเวีย (Scandinavia) ในบทความนี้หมายถึง ประเทศเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์
[2] รางวัลโนเบล ริเริ่มโดย อัลเฟรด โนเบล ชาวสวีเดน โดยมอบให้แก่ผู้สร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติในสาขาต่างๆ ประกอบด้วย สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ ซึ่งในสาขาสุดท้ายนี้จะถูกมอบที่ประเทศนอร์เวย์
[3] Fact on The Nobel Peace Prize. www.nobelprize.org/nobel_prizes/peace/
[4] Institute Economics and Peace.GPI Results Report, Sydney Australia
[5] ดู สฤณี อาชวานันทกุล.ดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet Index).มูลนิธิโลกสีเขียว สืบค้นจาก http://www.greenworld.or.th/columnist/ecosaveworld/177
[6] New Economics Foundation (NEF) คือ องค์กรวิจัยเอกชนที่จัดอันดับวาทกรรมชุด ดัชนีโลกแห่งความสุข
[7] New Economics Foundation, Happy Planet Index (HPI) Report 2011
[8] ป๋วย อึ้งภากรณ์. The Quality of Life of a South East Asian: A Chronicle of Hope from Womb to Tomb. Bangkok Post ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516
9สำนักข่าว BBC ของประเทศอังกฤษ สืบค้นจาก http://www.bbc.co.uk/news/
[10] สุภางค์ จันทวานิช.พหุวัฒนธรรมความเป็นไปได้ในสังคมไทย.ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
[11] David Levinson and Melvin Ember ed. Encyclopedia of Cultural Anthropology. (New York: Henry Holt and Company,1996). Pp.940-943.
[12] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[13] Eriksen, Thomas Hylland (1999) Fleretniske paradokser. En kritisk analyse af multikulturalismen
[14] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[15] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[16] Ibid.
[17] Ibid.
[18] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011
[19] Norwegian Directorate of Immigration 2010
[20] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[21] สำนักข่าว CNN สืบค้นจาก www.cnn.com/
[22] สำนักข่าว BBC ของประเทศอังกฤษ สืบค้นจาก http://www.bbc.co.uk/news/
[23] ข้อมูลจาก www.document.no
[24] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011
[25] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011
[26] ข้อมูลจาก www.islamophobia-watch.com
[27] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011
[28] ข้อมูลจาก https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/no.html
[29] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[30] Ibid.
[31] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011
[32] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011
[33] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[34] The Swedish Wire.Norway suspect member of Nazi web group.2011
[35] สำนักข่าวชาวมุสลิมในไทย สืบค้นจากเวปไซต์ www.thaimuslim.com 2011
[36] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011
[37] สำนักข่าวชาวมุสลิมในไทย สืบค้นจากเวปไซต์ www.thaimuslim.com 2011
[38] Irene Bloemraad. The Debate Over Multiculturalism: Philosophy, Politics, and Policy.University ofCalifornia, Berkeley.2011
[39] Armingeon K and M. Beyeler. The OECD and European welfare states.Northampton.2004
[40] Stein Kuhnle and Peter Flora .Norway Growth to limits: The Western European Welfare state since World War II Volume 1.New York.1986
[41] PIIGS คือกลุ่มประเทศที่เกิดวิกฤติหนี้อันประกอบด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซและสเปน
[42] Esping Anderson.Three World of Welfare Capitalism.1990
[43] EvelyneHuber and John D. Stephens.Development and Crisis of the Welfare State: Parties and Policies in GlobalMarkets.TheUniversity ofChicago Press.2001
[44] เอื้อมพร พิชัยสนิธ.เศรษฐกิจทางเลือกว่าด้วยรัฐสวัสดิการ.สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊ค.2010
[45] Kaiyang Huang. Immigration and Nordic Welfare state model. Harvard Political Review.2011
[46] EvelyneHuber and John D. Stephens.Development and Crisis of the Welfare State: Parties and Policies in GlobalMarkets.TheUniversity ofChicago Press.2001
[47] Kaiyang Huang. Immigration and Nordic Welfare state model. Harvard Political Review.2011
[48] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[49] ข้อมูลจาก https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/no.html
[50] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009
[51] ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินอร์เวย์ https://www.politi.no/
[52] กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ | กระทรวงการต่างประเทศ สืบค้นจาก www.mfa.go.th/business/
[53] Panthid Srisathaporn. European Neighbourhood Policy (ENP) as a tool of Europeanisation: EU policy towards Ukraine.2011
[54] ข้อมูลจาก http://europa.eu/legislation_summaries/justice_freedom
_security/free_movement_of_persons_asylum_immigration/l33020_en.htm
[55] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011
[56] ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงไทยสัญชาตินอร์เวย์ ชื่อ นางสาวภรทิพย์ อดัม ข้อมูลจาก กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
[57] Institute Economics and Peace.GPI Results Report, Sydney Australia