RSS

นอร์เวย์…ที่เปลี่ยนไป?

วารสารยุโรปศึกษา 2554

ร้อยตำรวจเอกติรัส ตฤณเตชะ

1.       นอร์เวย์ดินแดนแห่งสันติภาพของโลก 

นอร์เวย์เป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย (Scandinavia)[1] ซึ่งได้สมญานามว่าเป็นเมืองแห่งสันติภาพ (Peace) เนื่องด้วยเป็นแผ่นดินอันเป็นต้นกำเนิดและเป็นสถานที่มอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ[2] ในทุกปี สืบทอดยาวนานมาตั้งแต่ปี 1901 จนถึงปัจจุบัน[3] ตัวชี้วัดที่แสดงถึงความเป็นดินแดนที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นแห่งสันติภาพ ปรากฎจากการวัดระดับดัชนีประเทศสันติมากที่สุดในโลก โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics and Peace) ได้จัดอันดับประเทศนอร์เวย์ ติดอันดับ 1 ใน 5 มาโดยตลอด[4] อีกทั้งจากการวัดระดับมวลดัชนีความสุข Happy Planet Index (HPI)[5] ของมูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ (New Economics Foundation-NEF)[6] ก็อยู่ในอันดับต้นๆเรื่อยมาเช่นกันและทะยานสู่อันดับที่สามในปี ค.ศ.2011[7] เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปด้วยกัน อีกทั้งในบริบทของระบบเศรษฐกิจ นอร์เวย์ใช้ระบบรัฐสวัสดิการที่ดูแลความเป็นอยู่ประชากรตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย[8] ทำให้ประชาชนนอร์เวย์มีความเป็นอยู่ที่ดีจากความช่วยเหลือของรัฐ อีกทั้งสภาพบ้านเมืองอันเป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนหนทางสะอาด สาธารณูปโภคมีคุณภาพ การดูแลความปลอดภัยแทบจะไม่ต้องเข้มงวดมาก เพราะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สามจากสถาบันการเมืองและสันติภาพในความร่วมมือของนักการเมืองระดับโลก ซึ่งพิจารณาจากระดับอาชญากรรมที่ต่ำและการครอบครองอาวุธของคนในประเทศ และค่าใช้จ่ายของกองทัพ เป็นต้น อีกทั้งนอร์เวย์เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันที่ต่ำ และให้ความใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนในประเทศ เป็นอย่างมาก ตัวชี้วัดต่างๆทั้งหลายเหล่านี้คงพอทำให้นอร์เวย์สมแล้วกับการที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สงบสุขและน่าอยู่ที่สุดในโลก

แต่แล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2011 ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั่วโลก  จากการกระทำของบุคคลที่มีเชื้อชาติและสัญชาตินอร์เวย์เอง คือนายอันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก (Anders Behring Brevik) ซึ่งได้วางระเบิดรถยนต์ถล่มอาคารศูนย์ราชการกลางกรุงออสโล และกราดยิงผู้คนในค่ายยุวชนของพรรครัฐบาลบนเกาะอูเทอย่าในนอร์เวย์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 93 ศพ[9] เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งการตั้งคำถามที่ว่า เหตุใดประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ จึงต้องประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ เพราะนับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดินแดนนอร์เวย์ไม่เคยพบกับโศกนาฏกรรมที่มียอดผู้เสียชีวิตมากมายเพียงนี้ การันตีได้จากสถาบันการจัดอันดับในระดับโลกที่ยกย่องให้นอร์เวย์เป็นที่สุดแห่งเมืองที่มีสันติภาพและความน่าอยู่อาศัยในระดับสูงดังที่กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งออสโลยังเป็นเมืองที่ใช้ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อีกด้วย การกระทำของนายอันเดอร์ส จึงเหมือนเป็นการทำลายเกียรติภูมิของนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิง แล้วจึงนำมาสู่ประเด็นคำถามต่อมาว่า สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดความรุนแรงในครั้งนี้ อาจเชื่อมโยงถึงปัญหาในระดับโครงสร้างและเชิงนโยบายของนอร์เวย์เองที่มีผลผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้

บทความนี้จึงจะนำเสนอในประเด็นปัญหา และสาเหตุอันเป็นที่มาของเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาในฐานระบบเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมของชาวนอร์เวย์ ผ่านกรณีศึกษาเหตุโศกนาฏกรรมในนอร์เวย์ เพื่อใช้ประเมินอนาคตต่อไปของนอร์เวย์ในการที่จะแก้ไขและป้องกันปัญหาที่ตัวโครงสร้างอย่างเป็นระบบต่อไป ผ่านกรอบแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism)) ลัทธิความเกลียดกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) ลัทธิขวาจัดและนาซีใหม่ (Right-Wing/Neo-Nazism) ในการอธิบายเหตุการณ์ อีกทั้งวิพากษ์โครงสร้างเชิงนโยบายของรัฐบาลนอร์เวย์ ในบริบทของนโยบายรัฐสวัสดิการ (Welfare state) และนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป (European Neighbourhood Policy-ENP) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงของปัญหาที่เกิดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศซึ่งอยู่ในภูมิภาคยุโรปแต่มิได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และมิได้ใช้เงินตราในระบบยูโรโซน โดยเฉพาะในบริบทของวิกฤติหนี้ในสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในภูมิภาคยุโรปทีมีระบบเศรษฐกิจสังคมแบบรัฐสวัสดิการ เพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมดของเหตุการณ์สังหารหมู่และการก่อวินาศกรรมในนอร์เวย์ในครั้งนี้

2.       การยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม (Pluralism) และท่าทีของรัฐบาลนอร์เวย์ต่อประเด็นทางด้านพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism)

          ทศวรรษที่ 1980-1950 การพิจารณาสังคมของผู้ย้ายถิ่นหรือการยอมรับในเรื่องพหุวัฒนธรรมของประเทศต่างๆทั่วโลก แบ่งออกได้เป็น 3 ตัวแบบ คือ หนึ่ง ตัวแบบการปิดประตูไม่ยอมรับในเรื่องพหุวัฒนธรรม ไม่ต้อนรับคนย้ายถิ่นเข้าประเทศ ในส่วนที่ย้ายเข้ามาแล้วถือว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง มีสภาพเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย เช่นในเยอรมนีและญี่ปุ่น สอง ตัวแบบผสมกลมกลืน คือการผ่อนปรน ยอมให้มีการย้ายถิ่นเข้าประเทศได้ แต่ต้องยอมที่จะปรับตัวเข้ากับพลเมืองใหญ่ของประเทศ โดยใช้ภาษาและวัฒนธรรมเป็นตัวกลืน และรัฐจะผ่อนปรนนโยบายด้านต่างๆที่เอื้อต่อการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิมให้ในเวลาต่อมา เช่นในอังกฤษและฝรั่งเศส ในส่วนของตัวแบบที่สาม คือ ตัวแบบที่ยอมรับพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีลักษณะให้ผู้ย้ายถิ่นมีสิทธิเสรีภาพเท่าพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ผู้ย้ายถิ่นฐานไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ (Identity) ของตนเอง ผู้ย้ายถิ่นฐานมีสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่ ตัวแบบนี้ใช้ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา[10]  ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวแบบทั้งสาม สามารถนำมาประเมินรูปแบบแนวคิดของนอร์เวย์ในประเด็นพหุวัฒนธรรมได้ดังนี้

รูปแบบสังคมนอร์เวย์ มีลักษณะทางสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนและวัฒนธรรมกลุ่มย่อยหลากหลาย[11] มีการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม (Pluralism) มากกว่าบริเวณอื่นในกลุ่มสแกนดิเนเวียด้วยกัน[12] กล่าวคือ ในบริบทกลุ่มสแกนดิเนเวียทั่วไป ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเหล่านี้ได้นำเอาระบบรัฐสวัสดิการมาใช้ ทำให้ความรู้สึกของพลเมืองต่อรัฐมีความแน่นแฟ้น มองรัฐในแง่ของการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทางการเมือง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฝังรากลึกของพลเมืองในกลุ่มสแกนดิเนเวีย[13] จนเรียกได้ว่าความรู้สึกนี้คืออัตลักษณ์ของพลเมืองสแกนดิเนเวียเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยนโยบายรัฐสวัสดิการคือการดูแลพลเมืองเป็นอย่างดี พิษภัยสงครามจึงนำมาซึ่งการอพยพของชาวต่างชาติในแง่ของการค้าแรงงาน เพื่อฟื้นฟูประเทศจากภัยสงครามและเพื่อเข้ามาพึ่งพาสวัสดิการที่รัฐนั้นๆมอบให้ สังคมพหุวัฒนธรรมในช่วงแรกที่มีลักษณะเช่นนี้ จึงนำมาซึ่งความเกลียดชังของพลเมืองที่เป็นชนท้องถิ่นของรัฐนั้นๆ ที่ถูกแย่งงานจากค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า กระแสการต่อต้านสังคมแบบพหุวัฒนธรรมและการยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเริ่มก่อตัวขึ้นและเข้มแข็งในกรณีของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย อย่างเดนมาร์กและสวีเดน ซึ่งมองเห็นถึงภัยร้ายของสังคมแบบพหุวัฒนธรรมมากกว่าจะเป็นข้อดี[14]

แต่ในทางตรงกันข้ามประเทศอย่างนอร์เวย์ก็แสดงออกต่อเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมแตกต่างออกไป กล่าวคือ ประการแรก สังคมนอร์เวย์เป็นสังคมที่ต้องการรักษาความเป็นเมืองแห่งสันติภาพเอาไว้ ความเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพในประเด็นของการที่นอร์เวย์เป็นแผ่นดินที่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและเป็นต้นกำเนิดแห่งรางวัลนี้ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ประการที่สองค่านิยมของชาวนอร์เวย์ มีค่านิยมแห่งการเปิดกว้างต่อคนทุกชาติ ศาสนา เผ่าพันธ์ ยกตัวอย่างในงานวันรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ (Norwegian Constitution Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปีซึ่งในขบวนพาเหรดที่เฉลิมฉลองที่โดยปกติจะมีแต่ธงชาตินอร์เวย์เท่านั้น แต่นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 รัฐบาลอนุญาตให้ธงชาติของชาติอื่นๆที่อาศัยอยู่ในนอร์เวย์เดินพาเหรดพร้อมถือธงชาติของตนได้[15] ประการที่สาม ค่านิยมถึงการมีเสรีภาพในการแสดงออก เพราะนอร์เวย์เป็นประเทศกลุ่มแรกของโลกที่มีกฎหมายให้กลุ่มรักร่วมเพศสามารถแปลงเพศได้และแสดงออกได้อย่างเสรี และเป็นประเทศที่รณรงค์ให้เคารพในสิทธิของคนพิการมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี[16] ประการสุดท้าย ค่านิยมความรู้สึกเชื่อมั่นในความปลอดภัย ดังจะยกตัวอย่างในกรณีที่นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงของนอร์เวย์สามารถเดินเล่นบนท้องถนนได้โดยปราศจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย[17] ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นในโลกนี้อย่างมากมาย ดังนั้นตัวชี้วัดในการจัดอันดับต่างๆในบริบทค่านิยมต่างๆเหล่านี้ นอร์เวย์จึงอยู่ในลำดับต้นๆของโลกมาโดยตลอด

ซึ่งภาพและค่านิยมเหล่านี้ทำให้พลเมืองชาวนอร์เวย์เองและท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อชาวต่างชาติและการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม การยอมรับในแนวคิดเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม แตกต่างจากประเทศอื่นๆในกลุ่มสแกนดิเนเวียอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาจากตัวแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นอร์เวย์จึงมีลักษณะเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม เฉกเช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา กล่าวคือ นโยบายของรัฐบาลนอร์เวย์ให้เสรีภาพต่อผู้ที่อพยพย้ายเข้าประเทศที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองนอร์เวย์ส่วนใหญ่ ผู้ย้ายถิ่นฐานไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตนเมื่อเข้ามาอาศัยในประเทศ ซึ่งในประเด็นที่กล่าวมานี้ถือได้ว่า สภาพความเป็นตัวแบบพหุวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แต่นอร์เวย์ก็ยังมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป กล่าวคือนอร์เวย์มิได้มีการตรากฎหมายหรืออกกฎระเบียบใดเกี่ยวกับการยอมรับพหุวัฒนธรรมแต่อย่างใด[18] เช่น กฎหมายว่าด้วยการถือสองสัญชาติ เป็นต้น[19] ซึ่งการยอมรับในเรื่องพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ของรัฐบาลจะเป็นกรณีๆไป ยังไม่มีสภาพเป็นการออกนโยบาย การตรากฎหมายที่มีผลใช้บังคับ แต่กระนั้นเหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วต่อการตัดสินใจของผู้อพยพหรือผู้ย้ายถิ่นฐาน ในการที่จะเลือกดินแดนนอร์เวย์เป็นที่มั่นสุดท้ายของชีวิตภายหลังจากการก้าวเดินจากแผ่นดินแม่มา ต่อประเด็นนี้มีข้อเท็จจริงที่ให้การสนับสนุน โดยจากสถิติของผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนอร์เวย์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 มีจำนวน 60,000 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ภายหลังการสำรวจในปี ค.ศ 2006  มีจำนวนถึง 400,000 คนคิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในปัจจุบันสถิตินี้ก็เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต[20] ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเป็นดินแดนแห่งสันติภาพและสภาพสังคมที่ยอมรับพหุวัฒนธรรมของนอร์เวย์นั่นเอง

จนกระทั่งการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในนอร์เวย์จากฝีมือการกระทำของพลเมืองชาวนอร์เวย์เองในครั้งนี้ นำมาซึ่งประเด็นปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และแนวคิดเรื่อง พหุวัฒนธรรม ในสังคมนอร์เวย์ ว่าแท้จริงสังคมนอร์เวย์ยังคงยึดมั่นในแนวคิดนี้ในแง่บวกหรือไม่ หรือในความเป็นจริงเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างที่รัฐบาลนอร์เวย์ควรหันกลับมามองให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะภายหลังจากการจับกุม นายเบรวิค ผู้ต้องหาในคดีก่อวินาศกรรมและสังหารหมู่ในนอร์เวย์ครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจพบบันทึกออนไลน์ของเบรวิค ซึ่งเนื้อหาในบันทึกบ่งชี้ถึงตัวตนความเป็นคนคลั่งในศาสนาคริสต์และมีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งของเขา[21] ซึ่งบันทึกออนไลน์ของเบรวิค มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในบริบทแห่งการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ในสังคมพหุวัฒนธรรมของนอร์เวย์ เพราะเบรวิคมีการบรรยายถึงสาเหตุที่กระทำการในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความจงเกลียดจงชังที่ตนมีต่อศาสนาอิสลามและลัทธิมาร์กซิสต์ และหมายความรวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในนอร์เวย์โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มิใช่ประเทศทางด้านตะวันตก (Non-West Nation)[22] อีกทั้งในบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ก็เปิดกว้างมากในกรณีของสังคมออนไลน์ ซึ่งในเวปไซต์อย่าง www.document.no ก็จะมีกลุ่มชาวนอร์เวย์ที่เป็นขวาจัด (Right-Wings) ออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งแนวเหยียดผิว แนวขวาสุดโต่งต่างๆ ตลอดจนการต่อต้านมุสลิม และเวปไซต์นี้เองด้วยที่เบรวิคได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน[23]

การกระทำของเบรวิคจึงเหมือนการกระทำในเชิงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในฐานะที่ตนเป็นพลเมืองนอร์เวย์ ที่ต้องการต่อต้านสังคมแบบพหุวัฒนธรรม การโจมตีค่ายเยาวชนของพรรคแรงงานที่เกาะอูเทอย่า ซึ่งเป็นค่ายเยาวชนที่พรรคแรงงานของนอร์เวย์ ใช้เป็นที่ทำกิจกรรมร่วมกับเยาวชนโดยนำสมาชิกพรรคปัจจุบันและผู้นำในอดีตของพรรคมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะคติ เล่นกีฬา กับเยาวชนนอร์เวย์ จนทำให้เกาะอูเทอย่า ได้ชื่อว่าเป็นเกาะสวรรค์ของคนหนุ่มสาวของนอร์เวย์[24] ซึ่งบทบาทของพรรคแรงงานในฐานะของพรรครัฐบาลของนอร์เวย์นี่เองที่มีส่วนผลักดันการเปิดสังคมนอร์เวย์ให้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมากขึ้น[25] การโจมตีค่ายเยาวชนในครั้งนี้ของนายเบรวิคที่จึงเป็นการกระทำที่ตอบสนองต่อเจตนาที่ชัดเจนดังของเขาที่เขียนในบันทึกออนไลน์ในบริบทของความเกรงกลัวต่อภัยร้ายของสังคมพหุวัฒนธรรม ความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม และลัทธิมาร์กซิสต์เพื่อหมายถึงพรรครัฐบาลหรือพรรคแรงงานนั่นเอง การโจมตีค่ายเยาวชนที่พรรครัฐบาลให้การสนับสนุน จึงถือเป็นความจงใจให้เหตุการณ์กระทบต่อแนวทางบทบาทของพรรคแรงงานในอนาคต และเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์สื่อถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในการวางนโยบายพรรคของตนเกี่ยวกับประเด็นพหุวัฒนธรรมต่อไปอีกด้วย

 

3.       ความเกรงกลัวที่กลายเป็นความเกลียดชัง แนวคิดเรื่องความเกลียดกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) การดำรงอยู่ของลัทธิขวาจัด (Right Wings) ลัทธินีโอนาซี (Neo-Nazism) และความท้าทายต่อประเด็นความขัดแย้งในสังคมพหุวัฒนธรรม

          แม้วาทกรรมว่าด้วยความเกลียดกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) จะมีมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ก็มาโด่งดังสูงสุดภายหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือเหตุการณ์ 9/11 เนื่องด้วยผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนร่วมกับการกระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ ล้วนเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินของยุโรปจากการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาโดยทั้งสิ้น[26] โดยในสังคมประเทศยุโรปใดที่ยอมรับหรือใช้แนวคิดแบบผสมกลมกลืนเรื่องพหุวัฒนธรรม ก็จะเอื้อให้ชาวมุสลิมอพยพเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตน และสะดวกในการใช้ช่องโอกาสนี้ในการซ่องสุม ปลูกฝังค่านิยมแนวคิด ตระเตรียมการ จนกระทั่งเกิดการก่อการร้ายในครั้งนี้ วาทกรรมนี้จึงเป็นกระแสที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วในยุโรป เห็นได้จากการที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาในหลายๆประเทศของยุโรปที่ต้องการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ของยุโรปที่มีแต่ชาติพันธุ์ที่ผิวขาว นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น ได้รับคะแนนนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือจากกรณีท่าทีของสหภาพยุโรปในบริบทของการพิจารณารับตุรกีเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป กระแส Islamophobia ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลสำคัญในการตัดสินใจนี้ของสหภาพยุโรป[27]

เมื่อหันกลับมามองกระแส Islamophobia ในนอร์เวย์นั้น ท่าทีของรัฐบาลนอร์เวย์กลับไม่ได้เป็นไปแนวทางเดียวกับกลุ่มประเทศอื่นในภูมิภาคยุโรป นัยหนึ่งนอร์เวย์มิใช่สมาชิกของสหภาพยุโรป จึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นการพิจารณารับตุรกีเข้าสหภาพยุโรป และจากแหล่งข้อมูลต่างๆก็ไม่เชื่อมโยงว่า กระบวนการก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2001  มาดริด ค.ศ.2004 และลอนดอน ค.ศ.2005 เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมที่อพยพมาอาศัยในนอร์เวย์ รัฐบาลนอร์เวย์จึงยังมีทีท่าสนับสนุนสังคมพุวัฒนธรรมต่อไปเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ แต่ในทางตรงกันข้ามกระแส Islamophobia นี้กลับตื่นตัวเป็นอย่างมากในหมู่ของพลเมืองชาวนอร์เวย์เอง และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ตัวชี้วัดเดียวกันกับประเทศในภูมิภาคยุโรปอื่น ดังเช่นกรณีที่สถิติผลการเลือกตั้งในระยะหลังของนอร์เวย์พบว่า พรรคโปรเกรส (Progress Party :FRP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแนวขวาสุดโต่งของนอร์เวย์ได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับนับตั้งแต่การเลือกตั้งใน ปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ.2009 พรรคโปรเกสได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวน 41 ที่นั่งจากสมาชิกสภาทั้งหมด 169 ที่นั่งซึ่งเพิ่มมากขึ้นถึงเกือบร้อยละ 30 จากผลการเลือกตั้งครั้งก่อน [28] ซึ่งแสดงว่ามีประชากรถึงกว่า 6 แสนคนที่เลือกพรรคโปรเกรส จากประชากรทั้งหมด 4 ล้านคนของนอร์เวย์ นัยยะนี้แสดงให้เห็นถึงกระแสการต่อต้านชาวต่างชาติในนอร์เวย์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะพรรคโปรเกสคือพรรคที่มีนโยบายต่อต้านและควบคุมระบบสวัสดิการของชาวต่างชาติในนอร์เวย์อย่างชัดเจน[29]

ในเรื่องความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในนอร์เวย์ ในอดีตพลเมืองและรัฐบาลนอร์เวย์ให้การยอมรับในความแตกต่างทางชาติพันธุ์และเปิดใจยอมรับในสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ชาวมุสลิมไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ของตนเองมีสิทธิที่จะพูดภาษาของตนเอง เด็กที่เกิดใหม่หรือเข้าทำการศึกษามีสิทธิเรียนภาษาของตนเอง เช่น ในกรณีของผู้ย้ายถิ่นฐานจาก ปากีสถาน และอิรัก ซึ่งมีปริมาณมากในปัจจุบัน ก็มีสิทธิที่จะเรียนภาษาอารบิก[30] และรัฐบาลนอร์เวย์ไม่ได้บังคับให้ต้องเรียนภาษานอร์เวย์แต่อย่างใด ชาวมุสลิมยังมีสิทธิในการรวมกลุ่มตั้งถิ่นฐาน หรือตั้งโรงเรียนสอนศาสนา และประกอบพิธีกรรมของตนได้อย่างเสรี[31] อีกทั้งยังให้จัดตั้งเป็นองค์กรที่สนับสนุนชาติพันธุ์ของตนเองได้บนแผ่นดินนอร์เวย์[32] หรือกระทั่งการยอมรับในขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา อันจะเห็นได้จาก การคลุมผ้าฮิยาปห์ของสตรีชาวมุสลิม[33] เป็นสิ่งที่รัฐบาลนอร์เวย์หรือพลเมืองชาวนอร์เวย์ไม่ได้ออกมาคัดค้านต่อต้านวัฒนธรรมดังกล่าวของชาวมุสลิมในสังคมนอร์เวย์แต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้ว่าในสังคมนอร์เวย์ ชาวมุสลิมมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆได้อย่างเสรี ครอบคลุมเกือบทุกบริบทของการดำเนินชีวิต

แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงในเหตุการณ์ 9/11 ความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมก็เปลี่ยนไป แม้ท่าทีของรัฐบาลนอร์เวย์จะยังคงไม่ได้สอดรับต่อกระแส Islamophobia แต่พลเมืองชาวนอร์เวย์กลับมีท่าทีในการแสดงออกที่มากขึ้นถึงความไม่พอใจและจงเกลียดจงชังชาวมุสลิม การเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์เพิ่มมากขึ้นในสังคมนอร์เวย์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นและดำรงอยู่ของลัทธิขวาจัด (Right Wings)และลัทธินีโอนาซี (Neo-Nazism) ในนอร์เวย์ ดังจะเห็นได้ว่า แม้ในนอร์เวย์เองจะไม่ปรากฎหลักฐานของการรวมกลุ่มและมีอยู่ของสมาชิกพรรคนาซี หรือกลุ่มขวาจัดที่ชัดเจน แต่ในกรณีของนายเบรวิค ผู้ต้องหาคดีก่อวินาศกรรมและสังหารหมู่ในนอร์เวย์นี้ ได้แสดงให้เห็นว่า การรวมกลุ่มของสมาชิกพรรคนาซีในประเทศกลุ่มนอร์ดิก หาได้อยู่ในนอร์เวย์แต่หากใช้พื้นที่ของสวีเดนในการรวมกลุ่ม ในเวปไซต์ Swedish neo-Nazi Internet forum แซึ่งนายเบรวิคเป็นสมาชิกอยู่มีนามแฝงว่า Nordisk ซึ่งเวปไซต์นี้มีจำนวนสมาชิกถึงกว่า 20,000 คน จากการก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.2007 แม้เนื้อหาในเวปไซต์จะว่าด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับ การเมือง ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์บทเพลง แต่ก็จะพบเห็นการพูดคุยในเชิงการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้งอยู่เป็นประจำ[34] ในบริบทของสื่อมวลชนภายในประเทศกลุ่มนอดิก ภายหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นชาวมุสลิมกับการก่อการร้ายมากขึ้น มีการเขียนภาพการ์ตูนล้อเลียน ศาสดามูฮัมหมัดลงในหนังสือพิมพ์ของเดนมาร์กและนอร์เวย์ จนเกิดการประท้วงจากชาวมุสลิมจนโด่งดังทั่วโลก[35] สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นความแปลกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมนอร์เวย์ แม้ประเด็นเหล่านี้จะพบเจอได้อย่างไม่ยากในบริเวณอื่นของภูมิภาคยุโรป แต่การดำรงอยู่ของแนวคิดเช่นนี้ในกลุ่มประเทศที่ได้ชื่อว่าสงบสุขที่สุดจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และก่อให้เกิดกระแสความสนใจยิ่งขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา

สภาพสังคมนอร์เวย์ที่เปลี่ยนไปภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ชาวมุสลิมที่เคยเปิดเผยตัวตนในสาธารณะได้อย่างชัดเจนก็กลับกลายเป็นต้องปิดบังตัวเองจากสังคมและเพื่อนร่วมงานมากขึ้น จากการสัมภาษน์แรงงานตูนีเซียในนอร์เวพบว่า เขามีความละอายและเกรงกลัวเวลาที่เพื่อนร่วมงานชาวนอวีเจี้ยนหรือชาวผิวขาวฝั่งตะวันตกถามเขาว่ามาจากประเทศไหนหรือนับถือศาสนาอะไร เพราะกลัวว่าจะได้รับการรังเกียจหรือกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมงาน เขายินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลเชื้อชาติและศาสนาของเขาแก่เพื่อนร่วมงานที่สนิทจริงๆเท่านั้น และเลือกที่จะเข้าไปบอกกล่าวความจริงเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติของเขา ในตอนเวลาพักเบรคจากการทำงาน และเลือกที่จะแอบบอกในสถานที่อย่างเช่นห้องน้ำ เป็นต้น แต่ก็ซึ่งเป็นเรื่องขบขันสำหรับเขาที่เกิดขึ้นในชีวิตการเป็นผู้อพยพ แต่ก็มีชาวมุสลิมอีกไม่น้อยที่ใช้ห้องน้ำเป็นสถานที่ร้องไห้ระบายความอัดอั้นจากการถูกกลั่นแกล้ง การดูถูกเหยียดหยามและการแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรจากเพื่อนร่วมงานที่มีตาสีฟ้า ผมสีทอง”[36] และภายหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในนอร์เวย์ กระแสแนวคิดแบบชาตินิยม อนุรักษ์นิยม ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหมู่ของชาวนอร์เวย์

ถึงแม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเกิดจากการกระทำของพลเมืองชาวนอร์เวย์เอง แต่ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ส่งผ่านถึงรัฐบาลนอร์เวย์ ถึงความไม่พอใจที่กำลังก่อตัวอยู่ในสังคมนอร์เวย์ เพียงแต่นายเบรวิคเลือกที่ใช้ความรุนแรงกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความเลวร้ายเกินให้อภัย และสมควรแล้วแก่การที่ถูกประณามจากพลเมืองนอร์เวย์และประชาคมโลก  ซึ่งรัฐบาลนอร์เวย์ต้องประทะประทังระหว่างกระแส Islamophobia ที่มีอยู่จริง และความไม่พอใจที่คุกรุ่นอยู่ในความรู้สึกของพลเมืองนอร์เวย์เองต่อชาวมุสลิมในประเทศ อีกทั้งรัฐบาลนอร์เวย์จำเป็นที่ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับชาวมุสลิมในประเทศและสายตาของชาวมุสลิมทั่วโลกเอาไว้ เพราะจากเหตุการณ์วินาศกรรมก็ทำให้ชาวมุสลิมเสียชีวิต 2 รายคือบาโน ราชิด วัย 18 ปี และ อิสมาอิล ฮาจิ อาเหม็ด วัย 19 ปี ซึ่งอพยพมาจากอิรัก[37] จึงทำให้เราเห็นบทบาทของนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ นายเจนส์ สโตลเตนเบิร์ก ในการกล่าวสุนทรพจน์แสดงความเสียใจต่อชาวมุสลิมและปฏิเสธความเกี่ยวข้องของเหตุการณ์ในบริบทที่พาดพิงกับชาวมุสลิม และในการนี้นายสโตเตนเบิร์กยังได้เข้าไว้อาลัยในพิธีศพของชาวมุสลิมทั้งสอง[38] ทั้งนี้เพื่อลดกระแสความตึงเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งจากฝั่งพลเมืองชาวนอร์เวย์เองและชาวมุสลิมภายในประเทศ และเป็นการดับไฟกระแส Islamophobia ที่กำลังเจริญเติบโตในหมู่พลเมืองชาวนอร์เวย์

อีกกระแสแนวคิดอื่นที่ดำรงอยู่ในสังคมนอร์เวย์ก็คือ ลัทธิขวาจัด (Right Wings)และลัทธินีโอนาซี (Neo-Nazism) ซึ่งหมายถึงพวกอนุรักษ์นิยมคลั่งชาติที่แสดงออกถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิมหรือชาติพันธุ์อื่นๆที่แตกต่างไปจากชาติพันธุ์ของตน อัตลักษณ์ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้คือเป็นกลุ่มที่ต้องการฟื้นลัทธินาซี เชิดชูคนผิวขาว ต่อต้านกลุ่มคนต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว ต่างศาสนา ชอบไว้ทรงผมทรงสกินเฮด และมักจะออกตระเวนกลั่นแกล้งชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือพักอาศัยภายในประเทศของตน สังคมนอร์เวย์อาจจะมีกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีของเบรวิค ผู้ต้องหาคดีสังหารหมู่ในนอร์เวย์ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เด่นชัดในการบ่งชี้ว่าเขาคือผู้ถวิลหาในลัทธิขวาจัดและลัทธินีโอนาซี แต่จากเอกสาร “2083 :คำประกาศอิสรภาพของยุโรป (2083 : A European Declaration of Independence) ที่เขียนขึ้นโดยนายเบรวิค เนื้อหาคงสามารถยืนยันแนวคิดที่ขวาจัดและคลั่งชาติได้เป็นอย่างดี หรือการเป็นสมาชิกของเวปไซต์นีโอนาซีและการกระทำของเขาที่เกิดขึ้นก็พอจะอนุมานได้ว่าเขาคือกลุ่มที่ลุ่มหลงในลัทธินีโอนาซี สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงการดำรงอยู่ของแนวคิดที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ในสังคมพหุวัฒนธรรมของนอร์เวย์

ดังนั้นภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมแบบนอร์เวย์จึงนำมาซึ่งความท้าทายต่างๆ ทั้งในประเด็นการยอมรับหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงน่าจับตามองต่อไปถึงอนาคตของประเทศและมาตรการต่างๆที่จะป้องปรามเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกอันเกิดจากฐานแนวคิดแบบ Islamophobia ชาตินิยม อนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงต่างๆ  ซึ่งก็ควรเป็นมาตรการที่ตอบสนองการแก้ไขที่ยั่งยืนมากกว่าใช้ตอบสนองเหตุการณ์เฉพาะหน้าแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในที่นี้ก็หมายความรวมถึงการแก้ไขในบริบทของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เฉกเช่น ระบบรัฐสวัสดิการ และนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป ที่จะกล่าวถึงในส่วนต่อไปอีกด้วย

4.       ความอ่อนแอของระบบรัฐสวัสดิการ (Welfare state) และการตอบสนองนโยบายสหภาพยุโรปในบริบทของนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป (European Neighbourhood Policy-ENP)

          อีกประเด็นปัญหาที่มีการกล่าวถึงภายหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในนอร์เวย์ คือประเด็นปัญหาของโครงสร้างระบบรัฐสวัสดิการนอร์เวย์ ในบริบทของความเท่าเทียมกันของพลเมืองภายในประเทศและผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศ และในบริบทของการที่รัฐสวัสดิการทำให้สภาพสังคมกำหนดรูปแบบพฤติกรรมของพลเมืองภายในรัฐ อีกทั้งภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้รัฐแต่ละรัฐย่อมต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ทำให้ระบบเศรษฐกิจของนอร์เวย์ที่ถึงแม้จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)[39] และเพียบพร้อมด้วยทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล เช่น น้ำมัน[40] จำต้องผูกติดระบบเศรษฐกิจของตนกับตลาดร่วมสหภาพยุโรป ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ถึงแม้จะไม่ได้มีสมาชิกภาพในการบูรณาการระดับภูมิภาคนี้ และไม่ได้รับเอาระบบการใช้เงินตราสกุลยูโรมาใช้ภายในประเทศก็ตาม ซึ่งนโยบายทางการเงินดังกล่าวนี่เอง ที่นำมาซึ่งการวิพากษ์เกี่ยวกับการเป็นสาเหตุก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติหนี้ในกลุ่มประเทศ PIIGS[41] ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของนอร์เวย์ที่ใช้งบประมาณมหาศาลในการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ  ดังนี้การทำความเข้าใจเรื่องรัฐสวัสดิการในนอร์เวย์ จึงนำมาซึ่งการอธิบายเหตุการณ์และสาเหตุแห่งการเกิดวินาศกรรมในนอร์เวย์ได้เป็นอย่างดี

ตามแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการของเอสปิง แอนเดอร์สัน (Esping Anderson) ได้จำแนกระบบรัฐสวัสดิการออกเป็นสามประเภท คือหนึ่ง รัฐสวัสดิการแบบเสรีนิยม (Liberal welfare states) สอง รัฐสวัสดิการแบบบรรษัทนิยม (Corporatist welfare states) และรัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social democratic welfare states) โดยอาศัยลักษณะของรัฐบาลประเทศนั้นๆเป็นตัวแบ่ง รัฐสวัสดิการของนอร์เวย์จึงมีลักษณะเป็น รัฐสวัสดิการแบบรัฐบาลสังคมประชาธิปไตย (Socialdemokratiska)[42] ซึ่งเป็นตัวแบบที่เกิดขึ้นแบบประสานประโยชน์ร่วมกัน ผ่านการเจรจาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ผู้ให้ประโยชน์และผู้รับประโยชน์ เป็นตัวแบบที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ถึงความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในสังคม[43] รัฐบาลสังคมประชาธิปไตยจึงเน้นใช้นโยบายเรื่องความเท่าเทียมทางสังคม (Social Equity) และการกระจายทั่วถึง (Redistribution) มากกว่าความต้องการในการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ(Economic Growth) แบบแนวคิดฝั่งเสรีนิยมใหม่[44] ทำให้การจัดสรรแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมัน หรือรายได้ต่างๆของประเทศ คืนกลับมายังประชาชนอย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึงในรูปของการจัดสวัสดิการของรัฐ ไม่เว้นแม้แต่ผู้อพยพย้ายถิ่นฐานที่ทยอยเข้ามายังนอร์เวย์ตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อค้าแรงงานในการบูรณะประเทศที่หายนะจากภัยสงคราม[45]

สังคมนอร์เวย์ได้เดินทางเข้าสู่ช่วงสังคมที่ประชากรส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงวัยชราหรือวัยทอง (The Golden Age)  ทำให้เป็นสังคมที่อาจจะเข้าสู่ภาวะการขาดแคลนแรงงานได้ในอนาคตอันใกล้[46] ประกอบกับสังคมพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ ทำให้การตัดสินใจที่จะอพยพเข้ามาค้าแรงงานของผู้ย้ายถิ่นฐานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าค่าจ้างแรงงานของผู้อพยพจะถูกกว่าชาวนอร์เวย์ แต่สิทธิในการรับสวัสดิการของผู้อพยพเหล่านี้ ก็มีความเท่าเทียมกัน ภายใต้แรงผลักดันจากสหภาพแรงงานในประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายของผู้อพยพที่สูงตอนแรกเข้า อาจจะมีเพียงนโยบายการเก็บภาษีจากขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองแต่เพียงอย่างเดียว[47] ในขณะที่เมื่อเข้ามาทำงานอยู่อาศัยภายในประเทศแล้ว ผู้อพยพก็อยู่ในสถานะที่เสรีในการประกอบอาชีพและสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐเท่าเทียมกับพลเมืองนอร์เวย์ และไม่จำเป็นต้องสละอัตลักษณ์ใดๆของตนในสังคมพหุวัฒนธรรมนอร์เวย์เลย[48] ความขัดแย้งของพลเมืองนอร์เวย์กับผู้อพยพในประเด็นทางด้านเศรษฐกิจจึงเริ่มต้นจาก ค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าของผู้อพยพ ความรู้สึกการถูกแย่งงานจึงก่อตัวขึ้นในใจแรงงานชาวนอร์เวย์ นอกจากนั้น ความรู้สึกของชนชั้นกลางขึ้นไปของนอร์เวย์ที่ต้องแบกรับภาษีที่สูงขึ้นจากภาวะสังคมที่มีผู้สูงวัยมากขึ้น ประกอบวิกฤติเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์จำต้องขึ้นภาษีในอัตราก้าวหน้าที่สูงขึ้น ซึ่งในปี ค.ศ.2010 นอร์เวย์ติดอันดับ 13 ประเทศที่เก็บภาษีสูงที่สุดในโลก[49] ทำให้เกิดความไม่พอใจในรัฐบาลถึงนโยบายของรัฐที่ต้องโอบอุ้มผู้อพยพต่างชาติที่เข้ามาค้าแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มจะมีปริมาณสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกเกลียดชังต่อคนต่างชาติจึงตามออกมาในความรู้สึกของชนชั้นกลางขึ้นไปของนอร์เวย์

แต่เมื่อมองย้อนดูถึงความอ่อนแอของรัฐสวัสดิการในแง่ของโครงสร้าง การผลักภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่ต้องใช้ในการดำรงไว้ซึ่งคุณภาพของสวัสดิการ โดยการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นจากภาษีเงินได้ของประชาชน ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชนชั้นในสังคม และระหว่างความแตกต่างหลากหลายของชาติพันธุ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม แต่ค่านิยมของคนนอร์เวย์จะรักและสมัคคีในชาติพันธุ์ของตน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นในสังคมจึงไม่เกิดขึ้นเมื่อเกิดปัญหาเรื่องภาษี[50] ความไม่พอใจความโกรธแค้นจึงไปตกอยู่กับผู้อพยพชาวต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียวเป็นสำคัญ แม้ประเด็นนี้จะหมดไปเมื่อสังคมนอร์เวย์เข้าสู่ช่วงสังคมวัยทองในอนาคตที่แรงงานต่างชาติมีความจำเป็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้ของชาวนอร์เวย์หมดไป

ในประเด็นการแสดงออกของชาวนอร์เวย์บางส่วนที่มองชาวต่างชาติในแง่ลบ ก็เป็นผลมาจากประเด็นปัญหาของรัฐสวัสดิการที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและพื้นฐานทางด้านจิตใจของคนในสังคม จะเห็นได้จาก การที่รัฐสวัสดิการนอร์เวย์ดูแลและช่วยเหลือคนว่างงาน ทำให้คนนอร์เวย์ไม่กะตือรือร้นที่จะทำงานหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คนว่างงานใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไร้สาระ เพ้อฝัน หรือรวมกลุ่มกันทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ ปลูกฝังแนวคิดที่รุนแรงเกี่ยวกับการเกลียดชังชาวต่างชาติหรือชาวมุสลิม ชาวนอร์เวย์บางส่วนใช้ชีวิตอยู่ไปโดยไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนให้ถึงเป้าหมายของชีวิต อัตราเงินออมก็ต่ำมากเนื่องจากรัฐบาลดูแลสวัสดิการในทุกภาคส่วน ขาดแรงจูงใจในการรู้จักเก็บออม ประชาชนบางส่วนมีอาการซึมเศร้า ไร้ความมุ่งหวังในชีวิต ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนลำพัง(Homeless people) ก่อให้เกิดปัญหาโรคติดต่อ ปัญหาอาชญากรรมตามมา แม้ประเทศนอร์เวย์จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยอันดับต้นๆของโลก แต่อาชญกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ก็มักเป็นอาชญากรรมที่รุนแรง กระทำต่อชีวิต[51] เนื่องด้วยความรู้สึกปลอดภัยในสังคมเป็นค่านิยมที่ฝังอยู่ในใจของคนนอร์เวย์ ทำให้คนร้ายสามารถเข้าถึงตัวเราได้โดยไม่ได้ระมัดระวัง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนายเบรวิคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นต้น

ในภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรมและบริการ ก็ประสบปัญหาคนเก่งสมองไหลไปต่างประเทศมากขึ้นเนื่องจากภาระภาษีและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก กรุงออสโลและกรุงสตาเวนเจอร์ ของนอร์เวย์ ติดอันดับ 2 และ 4 ตามลำดับของโลก[52] บุคคลากรที่เก่งและมีศักยภาพในนอร์เวย์จึงไม่สามารถแบกรับภาระทางด้านภาษีที่ดูจะไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อความสามารถของพวกเขาเมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ว่างงานหรือแรงงานต่างชาติ การย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นเพื่อลดภาระตรงส่วนนี้จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวชี้วัดทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เห็นถึงปัญหาของระบบรัฐสวัสดิการที่ส่งผลต่อรูปแบบพฤติกรรม การแสดงออกและพื้นฐานจิตใจของคนในสังคมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังต่อชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิด บ่งชี้ได้ชัดถึงประเด็นทางด้านเศรษฐกิจในบริบทของนโยบายรัฐสวัสดิการ ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมความรุนแรงของเบรวิค ไม่น้อยกว่าการที่รัฐบาลหรือสังคมนอร์เวย์ยอมรับในสังคมพหุวัฒนธรรม  เพราะหากนอร์เวย์มีระบบเศรษฐกิจที่ผูกติดกับระบบเสรีนิยมเต็มขั้น วิถีของคนในสังคมก็จะแปรเปลี่ยนไปอีกแบบ ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่การมีรัฐสวัสดิการที่คอยโอบอุ้มประชาชนอยู่โดยตลอด ประชาชนก็จะมีความรู้สึกไม่มีความจำเป็นต้องดิ้นรนแม้จะอยู่เฉยๆ ไม่ทำงาน ก็จะมีรัฐเข้ามาคอยดูแล พื้นฐานจิตใจจะไม่เข้มแข็งพอ ไม่มีความมุ่งมั่นอันเกิดจากแรงขับจากสภาพเศรษฐกิจ หรือสังคมที่มีการแข่งขัน เฉกเช่นประเทศอื่นๆที่ใช้นโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ สภาพเศรษฐกิจสังคมแบบนี้ จึงเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกชักจูงหรือก่อแนวคิดแบบรุนแรงด้วยตนเองเพื่อตอบโต้และแสดงออกถึงความรู้สึกเกลียดชัง ที่มีต่อชาวต่างชาติ ผู้อพยพที่แตกต่างจากตนทั้งเรื่อง สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม เมื่อดูในบริบทของรัฐสวัสดิการไม่สามารถที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจได้ในระยะยาว เนื่องจากสังคมที่เข้าสู่วัยชรามากขึ้นหรือผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องออกนโยบายที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนหรือคุณภาพสวัสดิการที่แย่ลง ประเด็นเหล่านี้เช่นกันที่ช่วยสุมไฟแห่งความเกลียดชังที่มีต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ

ผลของความอ่อนแอของรัฐสวัสดิการจะชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาถึงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปที่เกิดขึ้นในหมู่ของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ที่กำลังมีแนวโน้มลุกลามเข้ามายังกลุ่มประเทศที่ไม่ได้อยู่ในยูโรโซนอย่างนอร์เวย์ ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์เริ่มใช้มาตรการที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ผลกระทบจึงตกแก่พลเมืองนอร์เวย์ที่สวัสดิการที่รัฐเคยมอบให้มีคุณภาพตกต่ำลง มีการจัดเก็บภาษีต่อพลเมืองที่สูงขึ้น เป็นต้น อีกทั้งแม้นอร์เวย์จะไม่ได้มีสถานะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ด้วยหลักมนุษยธรรม นอร์เวย์ก็ไม่สามารถปล่อยให้สหภาพยุโรปพังทลายได้ลงคอ เพราะถือเป็นสัญญาณความอยู่รอดของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของนอร์เวย์เช่นกัน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์กับสหภาพยุโรปจึงออกมาในรูปแบบของความร่วมมือในบริบทต่างๆมาโดยตลอด โดยเฉพาะในบริบทของการที่สหภาพยุโรปมีแนวคิดที่จะขยายสมาชิกภาพในอนาคต (Enlargement) สหภาพยุโรปจึงพยายามสร้างสายสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่าน นโยบายประเทศเพื่อนบ้านยุโรป (European Neighbourhood Policy : ENP)[53] ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านยุโรปเหล่านี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงนอร์เวย์ เพราะแท้จริงแล้วนโยบายเพื่อนบ้านยุโรปมีนัยยะเพื่อการกีดกันกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ให้มีสถานะเป็นแค่เพื่อนบ้าน หาได้ต้องการให้เข้ามาเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากแนวคิดที่มีสหภาพยุโรปมีต่อนอร์เวย์ สหภาพยุโรปยังมีความต้องการให้นอร์เวย์เข้าร่วมสหภาพยุโรปอยู่ และดูเหมือนว่านอร์เวย์ก็เข้าร่วมนโยบายนี้เสมือนว่าประเทศตนอยู่ในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป เหมือนกรณีของการเข้าร่วมเป็นประเทศในกลุ่มเชงเก้น (Schengen Agreement)[54]  ซึ่งนโยบายเพื่อนบ้านยุโรป จุดประสงค์ที่เด่นชัดที่สุด คือการกลั่นกรองผู้อพยพข้ามพรมแดน เพราะพรมแดนของสหภาพยุโรปที่ติดกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านยุโรป เป็นเสมือนทางผ่านของผู้อพยพผิดกฎหมายและขบวนการลักลอบค้ามนุษย์และยาเสพติด สหภาพยุโรปจึงต้องการช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในการจัดการพรมแดนและกระบวนการเข้าเมืองซึ่งจะส่งผลดีต่อสหภาพยุโรป ซึ่งนโยบายนี้นอร์เวย์ก็ได้เข้าร่วมดูเหมือนจะส่งผลดีกับนอร์เวย์ถ้านโยบายนี้สามารถบริหารจัดการเรื่องผู้ย้ายถิ่นฐานได้จริง แต่บทสรุปกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม นโยบายนี้ยิ่งสร้างปฏิสัมพันธ์เชื่อมต่อที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างนอร์เวย์กับประเทศภายอื่นๆ ที่ต่างก็เป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเช่นเดียวกันกับนอร์เวย์ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฎนอร์เวย์ยังคงดำรงตนซึ่งการเป็นประเทศแห่งสันติภาพ เมื่อนโยบายเพื่อนบ้านยุโรปทำให้ผู้อพยพผ่านเข้าพรมแดนสหภาพยุโรปลำบากมากยิ่งขึ้น นอร์เวย์จึงกลายเป็นประเทศที่ผู้อพยพสามารถผ่านเข้าไปตั้งรกรากหรือใช้เป็นทางผ่านไปสู่ประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปได้ง่ายที่สุด ปริมาณผู้อพยพในนอร์เวย์จึงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้อพยพชาวรัสเซีย กลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States – CIS)และประเทศในกลุ่มอาหรับ เช่น ปากีสถานและอิรัก ซึ่งกลายเป็นกลุ่มผู้อพยพสำคัญที่มีปริมาณมากที่สุดในนอร์เวย์[55]อันเป็นผลมาจากนโยบายเพื่อนบ้านยุโรปและการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเชงเก้นของนอร์เวย์นั่นเอง

5.       ก้าวต่อไปของนอร์เวย์ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรง และแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาในอนาคต

          ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในนอร์เวย์ แม้ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุดังกล่าวจะเป็นชาวนอร์เวย์ที่กระทำต่อพลเมืองชาวนอร์เวย์ด้วยกัน โดยมีผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิมและชาวไทยรวมอยู่ด้วย[56] ถ้าว่ากันด้วยความรู้สึกพื้นฐานแล้วเหตุการณ์นี้น่าจะส่งผลกระทบในด้านลบกับผู้ที่สนับสนุนแนวคิดต่อต้านสังคมพหุวัฒนธรรมและชาวต่างชาติ เพราะการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของเบรวิค เป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ที่เป็นพลเมืองชาวนอร์เวย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากในสายตาของชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของชาวนอร์เวย์โดยทั่วไปต่อเหตุการณ์ ไม่มีการพุ่งประเด็นการกระทำหรือความเกลียดชังไปที่ชาวต่างชาติหรือชาวมุสลิม มีเพียงสื่อเท่านั้นที่เล่นประเด็นนี้เกี่ยวโยงไปถึงชาวมุสลิม แต่ก็เป็นการวิเคราะห์เชิงสาเหตุ หาได้พุ่งเป้าเข้าทำลายชื่อเสียงของชาวมุสลิมในนอร์เวย์แต่อย่างใด ผลแห่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ในการจัดอันดับประเทศที่มีสันติภาพมากที่สุดของโลกปีล่าสุด 2011 นอร์เวย์ตกจากอันดับ 1 ใน 5 ลงไปที่อันดับ 9[57] และนำมาซึ่งการทบทวนมาตรการความปลอดภัยของรัฐบาลนอร์เวย์ จากเดิมเป็นประเทศที่ถือได้ว่าปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ด้วยสภาพสังคมแบบพหุวัฒนธรรมและความสะดวกสบายในการเข้าออกประเทศของนอร์เวย์ ทำให้ดินแดนนี้เป็นเป้าหมายของนักก่อการร้ายและนักเคลื่อนไหวที่มีแนวคิดแบบชาตินิยม อนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง จึงเกิดคำถามที่ว่าภายหลังเหตุการณ์นี้นอร์เวย์จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด หรือไม่ และอย่างไร หรือในความเป็นจริงแล้วนอร์เวย์ได้เปลี่ยนไปแล้วก่อนจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ เพียงแต่ไม่มีใครมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และยึดภาพมายาคติ (Myth) ที่นอร์เวย์สร้างขึ้นและเชื่อตาม

ภายหลังจากเหตุการณ์ นโยบายการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการเพิ่มงบประมาณทางด้านความมั่นคงและสร้างมาตรฐานในมาตรการความปลอดภัยให้สูงขึ้น หาใช่การแก้ไขปัญหาที่ลงลึกถึงรากเหง้าอย่างแท้จริง เพราะความสำคัญของปัญหามิใช่เพียงแค่ความผิดพลาดของมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ แต่สาเหตุแห่งปัญหามาจากประเด็นนโยบายทางด้านสังคมมากกว่าที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมและจุดชนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันที่เวลาผ่านพ้นไปแล้ว นอร์เวย์ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติที่รัฐบาลก็ยังคงเพิกเฉยต่อประเด็นปัญหาทางด้านสังคมและยังคงสนับสนุนการดำรงอยู่ของสังคมพหุวัฒนธรรมแบบเต็มที่เช่นเคย ซึ่งก็เท่ากับว่าแท้ที่จริงแล้วในบริบทของท่าทีของรัฐบาลและประชาชนบางส่วนของนอร์เวย์ภายหลังเหตุการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยจากก่อนเกิดเหตุการณ์ เพราะรัฐบาลและประชาชนบางส่วนเองไม่ได้มองเห็นถึงสภาพปัญหาที่เป็นอยู่อย่างแท้จริงเลยแม้แต่น้อย ปมปัญหาจากเหตุการณ์ความรุนแรงจึงทำหน้าที่เป็นเพียงภาพสะท้อนให้ประชาคมโลกจับตามองนอร์เวย์และวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ ซึ่งท้าทายต่อประเด็นความเป็นดินแดนแห่งสันติภาพของนอร์เวย์  ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในอีกแง่มุมหนึ่ง สังคมนอร์เวย์ก็อาจหาได้เปลี่ยนแปลงเพราเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ แต่ความเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ ปี ค.ศ.1970 ที่รัฐบาลนอร์เวย์ยินยอมให้ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากในนอร์เวย์โดยไม่มีข้อห้าม ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันสังคมนอร์เวย์ก็ได้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างเต็มที่ โดยที่รัฐบาลกับประชาชนบางส่วนไม่ได้มองเห็นถึงผลเสียของสังคมพหุวัฒนธรรมที่สร้างปัญหามากมายตามมา อาจเพราะสภาพสังคมรัฐสวัสดิการที่โอบอุ้มประชาชนชาวนอร์เวย์และชาวต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยมและครอบคลุม จนสามารถเกลื่อนกลืนปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในสังคมจนหมดสิ้น แต่อย่างไรก็ดีแนวคิดที่มีต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในเชิงต่อต้านและเกลียดชังก็หาใช่จะไร้สิ้นในแผ่นดินนอร์เวย์ ในทางตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับปริมาณผู้อพยพที่เพิ่มมากขึ้น เหตุการณ์ความรุนแรงในนอร์เวย์ครั้งนี้จึงเป็นเพียงหนึ่งเหตุการณ์ที่บ่งชี้ถึงการดำรงอยู่จริงของปัญหาทางด้านพหุวัฒนธรรมในนอร์เวย์ที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันความเปราะบางของโครงสร้างรัฐสวัสดิการที่นับวันจะทวีความรุนแรงในมิติที่สูงขึ้นในดินแดนที่ทุกคนเชื่อมั่นในสันติภาพ และอาจเป็นเพราะมายาคติของความเป็นเมืองแห่งสันติภาพ ที่ปิดบังความเป็นจริงในสังคมนอร์เวย์ได้อย่างแยบยล จนทำให้ความรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมนอร์เวย์ จำเป็นต้องอาศัยเหตุการณ์ความรุนแรง เป็นตัวกระตุ้นทั้งที่จริงความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่กับนอร์เวย์มาเป็นระยะเวลายาวนานแล้วโดยไม่รู้ตัว

จนถึงบัดนี้รัฐบาลซึ่งอาจจะมองเห็นถึงปัญหาหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังคงเลือกที่จะรักษาภาพมายาคติของนอร์เวย์ไว้ โดยการสนับสนุนของกลุ่มประชาชนชาวนอร์เวย์ที่ยังอยู่ดีกินดีภายใต้สังคมรัฐสวัสดิการ แต่ในอนาคตข้างหน้าที่รัฐสวัสดิการไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่กลับสร้างแต่ภาระภาษีให้แก่ประชาชนมากขึ้น หรือการต้องยอมจำกัดงบประมาณรัฐสวัสดิการให้น้อยลง อันเนื่องมาจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้าที่ยากจะคาดการณ์ จนทำให้ระบบสวัสดิการมีสภาพที่แย่ลง เมื่อวันนั้นมาถึงนอร์เวย์อาจจะสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะศักดิ์ศรีของความเป็นเมืองแห่งสันติภาพ อาจไม่สำคัญอีกต่อไปเมื่อเทียบกับความอยู่รอดของประเทศชาติ ในบริบทของความมั่นคง สังคมวัฒนธรรม และสภาพเศรษฐกิจในอนาคต  สังคมของนอร์เวย์จึงมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงมานานแล้ว เพียงแต่นอร์เวย์จะกล้าพอหรือไม่ที่จะยอมรับความจริง หรือจะยังมัวหลงอยู่ในวังวนที่เป็นแค่ภาพมายา

เอกสารอ้างอิง

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  กระทรวงการต่างประเทศ  สืบค้นจาก  www.mfa.go.th/business/

ป๋วย อึ้งภากรณ์. The Quality of Life of a South East Asian: A Chronicle of Hope from Womb to Tomb. Bangkok Post  ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516

สฤณี อาชวานันทกุล.ดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet Index).มูลนิธิโลกสีเขียว สืบค้นจาก http://www.greenworld.or.th/columnist/ecosaveworld/177

สุภางค์ จันทวานิช.พหุวัฒนธรรมความเป็นไปได้ในสังคมไทย.ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานตำรวจแห่งชาตินอร์เวย์   https://www.politi.no/

เอื้อมพร พิชัยสนิธ.เศรษฐกิจทางเลือกว่าด้วยรัฐสวัสดิการ.สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊ค.2010

Anne Ellingsen. Multiculturalism and the Nordic State. the Norwegian Hub for Traditional.2009

Armingeon K and M. Beyeler. The OECD and European welfare states.Northampton.2004

David Levinson and Melvin Ember ed. Encyclopedia of Cultural Anthropology. (New York: Henry Holt and Company,1996). Pp.940-943.

Eriksen, Thomas Hylland (1999) Fleretniske paradokser. En kritisk analyse af multikulturalismen

Esping Anderson.Three World of Welfare Capitalism.1990

EvelyneHuber and  John D. Stephens.Development and Crisis of the Welfare State: Parties and Policies in Global Markets.The University of Chicago Press.2001

Irene Bloemraad. The Debate Over Multiculturalism: Philosophy, Politics, and Policy. University of California, Berkeley.2011

Kaiyang Huang. Immigration and Nordic Welfare state model. Harvard Political Review.2011

Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies – Norway. Queen’s University.2011

Panthid Srisathaporn. European Neighbourhood Policy (ENP) as a tool of Europeanisation: EU policy towards Ukraine.2011

Stein Kuhnle and Peter Flora .Norway Growth to limits: The Western European Welfare state since World War II Volume 1.New York.1986

Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011


[1] กลุ่มสแกนดิเนเวีย (Scandinavia) ในบทความนี้หมายถึง ประเทศเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์

[2] รางวัลโนเบล ริเริ่มโดย อัลเฟรด โนเบล ชาวสวีเดน โดยมอบให้แก่ผู้สร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติในสาขาต่างๆ ประกอบด้วย สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ ซึ่งในสาขาสุดท้ายนี้จะถูกมอบที่ประเทศนอร์เวย์

[3] Fact on The Nobel Peace Prize. www.nobelprize.org/nobel_prizes/peace/

[4] Institute Economics and Peace.GPI Results Report, Sydney Australia

[5] ดู สฤณี อาชวานันทกุล.ดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet Index).มูลนิธิโลกสีเขียว สืบค้นจาก http://www.greenworld.or.th/columnist/ecosaveworld/177

[6] New Economics Foundation (NEF) คือ องค์กรวิจัยเอกชนที่จัดอันดับวาทกรรมชุด ดัชนีโลกแห่งความสุข

[7] New Economics Foundation, Happy Planet Index (HPI) Report  2011

[8] ป๋วย อึ้งภากรณ์. The Quality of Life of a South East Asian: A Chronicle of Hope from Womb to Tomb. Bangkok Post  ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516

9สำนักข่าว BBC ของประเทศอังกฤษ สืบค้นจาก http://www.bbc.co.uk/news/

[10] สุภางค์ จันทวานิช.พหุวัฒนธรรมความเป็นไปได้ในสังคมไทย.ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

[11] David Levinson and Melvin Ember ed. Encyclopedia of Cultural Anthropology. (New York: Henry Holt and Company,1996). Pp.940-943.

[12] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[13] Eriksen, Thomas Hylland (1999) Fleretniske paradokser. En kritisk analyse af multikulturalismen

[14] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[15] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[16] Ibid.

[17] Ibid.

[18] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011

[19] Norwegian Directorate of Immigration 2010

[20] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[21] สำนักข่าว CNN สืบค้นจาก  www.cnn.com/

[22] สำนักข่าว BBC ของประเทศอังกฤษ สืบค้นจาก http://www.bbc.co.uk/news/

[23] ข้อมูลจาก  www.document.no

[24] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011

[25] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011

[26] ข้อมูลจาก www.islamophobia-watch.com

[27] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011

[28] ข้อมูลจาก https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/no.html

[29] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[30] Ibid.

[31] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011

[32] Multiculturalism Policies in Contemporary Democracies –Norway. Queen’s University.2011

[33] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[34] The Swedish Wire.Norway suspect member of Nazi web group.2011

[35] สำนักข่าวชาวมุสลิมในไทย  สืบค้นจากเวปไซต์  www.thaimuslim.com 2011

[36] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011

[37] สำนักข่าวชาวมุสลิมในไทย  สืบค้นจากเวปไซต์  www.thaimuslim.com 2011

[38] Irene Bloemraad. The Debate Over Multiculturalism: Philosophy, Politics, and Policy.University ofCalifornia, Berkeley.2011

[39] Armingeon K and M. Beyeler. The OECD and European welfare states.Northampton.2004

[40] Stein Kuhnle and Peter Flora .Norway Growth to limits: The Western European Welfare state since World War II Volume 1.New York.1986

[41] PIIGS คือกลุ่มประเทศที่เกิดวิกฤติหนี้อันประกอบด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซและสเปน

[42] Esping Anderson.Three World of Welfare Capitalism.1990

[43] EvelyneHuber and  John D. Stephens.Development and Crisis of the Welfare State: Parties and Policies in GlobalMarkets.TheUniversity ofChicago Press.2001

[44] เอื้อมพร พิชัยสนิธ.เศรษฐกิจทางเลือกว่าด้วยรัฐสวัสดิการ.สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊ค.2010

[45] Kaiyang Huang. Immigration and Nordic Welfare state model. Harvard Political Review.2011

[46] EvelyneHuber and  John D. Stephens.Development and Crisis of the Welfare State: Parties and Policies in GlobalMarkets.TheUniversity ofChicago Press.2001

[47] Kaiyang Huang. Immigration and Nordic Welfare state model. Harvard Political Review.2011

[48] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[49] ข้อมูลจาก https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/no.html

[50] Anne Ellingsen. Multiculturalism and theNordicState. the Norwegian Hub for Traditional.2009

[51] ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินอร์เวย์   https://www.politi.no/

[52] กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ | กระทรวงการต่างประเทศ  สืบค้นจาก  www.mfa.go.th/business/

[53] Panthid Srisathaporn. European Neighbourhood Policy (ENP) as a tool of Europeanisation: EU policy towards Ukraine.2011

[54] ข้อมูลจาก http://europa.eu/legislation_summaries/justice_freedom

_security/free_movement_of_persons_asylum_immigration/l33020_en.htm

[55] Sylvia Poggioli. Immigration, Integration Draw Attention In Norway.2011

[56] ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงไทยสัญชาตินอร์เวย์ ชื่อ นางสาวภรทิพย์ อดัม  ข้อมูลจาก กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

[57] Institute Economics and Peace.GPI Results Report, Sydney Australia

 
Leave a comment

Posted by บน พฤษภาคม 12, 2012 in Uncategorized

 

สเปน: บูรณาการทางเศรษฐกิจ สู่ความเป็นผู้นำเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก

อนิรุธ มงคลรัตน์

ในศตวรรษที่ 20 ปรากฎการณ์หนึ่งในกิจการระหว่างประเทศที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ การรวมตัวของประเทศต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค (regionalism) และการรวมตัวในระดับโลก (globalism) ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารมีความชัดเจนและมีศักยภาพในการกำหนดทิศทางแนวโน้มของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของโลก และกลายเป็นตัวแสดงหลัก (actor) ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีความสำคัญกว่าในยุคก่อน หนึ่งในองค์กรการรวมตัวกันระหว่างประเทศดังกล่าว ได้แก่ ประชาคมยุโรป ที่ต่อมาพัฒนามาเป็น สหภาพยุโรป ที่เป็นตัวแสดงหลักที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศสเปนเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ผ่านมาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของโลก สเปนได้แสดงบทบาทมากและน้อยบ้างเรื่อยมาในกิจการระหว่างประเทศเป็นไปตามปริบทภายในประเทศเป็นหลัก (national contexts) เป็นตัวตัดสินพลวัตของสเปนในหน้าประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ที่มีความสำคัญยิ่งมีผลต่อการแสดงบทบาทของสเปนในหน้าประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญคือ เหตุการณ์ภายในประเทศในด้านการเมือง ได้แก่ สงครามการเมืองภายในประเทศระหว่างค.ศ. 1936-1939 ที่ส่งผลให้สเปนต้องปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารนำโดยนายพล Francisco Franco มาเป็นระยะเวลาถึง 36 ปีตั้งแต่ค.ศ. 1939-1975 ก่อนที่สเปนจะกลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคอีกครั้งในค.ศ. 1978 เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน และในด้านเศรษฐกิจ เหตุการณ์ระหว่างประเทศที่ช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของสเปน ได้แก่ การรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปในรูปของประชาคมยุโรปอันมีหลักการที่ส่งผ่านและส่งผลต่อพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของสเปนผ่านสมาชิกภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมยุโรปอย่างสมบูรณ์ในค.ศ. 1986 แนวทางการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (liberalization) การพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยภายในประเทศ (democratization) การน้อมยอมรับความเป็นยุโรป (europeanization) และท้ายสุดคือ การสร้างความทันสมัยให้กับประเทศ (modernization) ที่มีส่วนอย่างยิ่งต่อการเสริมความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยในสเปนและผลักดันความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของสเปนให้มากขึ้นจนขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจและการเมืองของยุโรปและของโลกได้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในรายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงผลกระทบในเชิงบวกเป็นหลักของการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปต่อสเปน ว่าเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดันบทบาทสเปนให้กลับเข้ามามีอิทธิพลต่อกิจการของเศรษฐกิจการเมืองของยุโรปและต่อการเมืองและเศรษฐกิจของโลกเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และถือเป็นจุดเปลี่ยนของพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองสเปนที่ทำให้สเปนขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของยุโรปและอันดับ 12 ของโลกได้ในปัจจุบัน

 

2)       พัฒนาการเศรษฐกิจการเมืองของประเทศสเปนผ่านสมาชิกภาพในประชาคมยุโรป[1]

      (European Community)


ประเทศสเปนได้เข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปในค.ศ. 1986[ii] ภายหลังการขึ้นมาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศนำโดยพรรคสังคมนิยมของนายกรัฐมนตรี นาย Felipe González หลังจากชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 43 ปีของพรรคสังคมนิยมได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลในค.ศ. 1982 ภายหลังการปิดประเทศของสเปนด้วยระบอบการปกครองแบบเผด็จการนำโดยนายพล Francisco Franco เป็นเวลารวมถึง 36 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 1939 – 1975 และพรรคสังคมนิยมได้เป็นรัฐบาลรวมระยะเวลา 14 ปี ต่อเนื่องกัน 4 สมัยตั้งแต่ค.ศ. 1982 – 1996 เป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองของสเปนให้มีนโยบายต่อเนื่องเป็นเอกภาพหลังจากเข้าร่วมในประชาคมยุโรป ประกอบกับแนวนโยบายของพรรคสังคมนิยมมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของสเปนเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ชื่อพรรคแสดงถึงอุดมการณ์ที่พรรคการเมืองดังกล่าวยึดถืออยู่ แต่ผู้นำพรรค ณ ขณะนั้น คือ นาย Felipe González ได้ปรับเปลี่ยนแนวนโยบายของพรรคเป็นซ้าย-กลาง ดังประกาศแนวนโยบาย El Cambio (The Change) เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็งทั้งแนวคิดทุนนิยมผสมกับสังคมนิยม (Encarnación, 2008: 115) และยังได้รับอิทธิพลจากแนวนโยบาย neo-liberalism ของกระแสเศรษฐกิจโลกในยุคนั้น ผลักดันโดยประธานาธิบดี Ronald Reagan ของสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher ของอังกฤษ (Heywood, 1995: 225)

การเข้าร่วมของสเปนเป็นสมาชิกประชามคมยุโรปมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการดำรงอยู่และเสริมสร้างเศรษฐกิจและการเมืองของสเปนสู่ความเป็นผู้นำเศรษฐกิจและการเมืองโลกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดังคำพูดของ José Ortega y Gasset ปราชญ์นักคิดชาวสเปนคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 กล่าวไว้ว่า

“…Only through integration in Europe couldSpainfind a cure…If Spain is a problem,Europeis the solution.” (Balfour, 1999: 1)

            จึงเป็นคำพูดที่ยืนยันบทบาทของประชาคมยุโรปต่อการดำรงอยู่และพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองในกลุ่มนักคิดและประชาชนสเปนได้อย่างดียิ่งหลังจากที่ประเทศต้องประสบหายนะตลอดช่วงประวัติศาสตร์ตั้งแต่การสูญเสียอาณานิคมส่วนใหญ่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลดทอนบทบาทของสเปนในกิจการระหว่างประเทศลงอย่างเห็นได้ชัดยิ่ง และเรื่อยมาจนถึงการสูญเสียอาณานิคมสุดท้ายของตนให้กับสหรัฐอเมริกาในค.ศ. 1898[iii] และก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ด้วยสงครามการเมืองภายในประเทศและเข้าสู่การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารเป็นระยะเวลาถึง 36 ปี ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิกของประชาคมยุโรปในค.ศ. 1986 จึงเป็นเสมือนประตูที่เปิดกว้างให้กับสเปนกลับคืนสู่กิจการระหว่างประเทศอีกครั้งและมั่นคงเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

2.1 การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (liberalization)

สเปนก่อนการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปนั้น อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารของนายพล Francisco Franco ตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามการเมืองภายในประเทศ (civil war) ในค.ศ. 1939 และเรื่อยมาจนกระทั่งการถึงอสัญกรรมในค.ศ. 1975 สิริรวมอายุ 82 ปี เป็นยุคที่สเปนปิดประเทศและอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเพียงคนเดียวประหนึ่งเหมือนถูกแช่แข็งในการเมืองโลกเนื่องด้วย 2 สาเหตุหลัก คือ สาเหตุแรก มาตรการกดดันจากนานาชาติต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมของนาย Franco ซึ่งขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนเป็นอุดมคติหลักทางการเมืองของประเทศตะวันตกอื่น ๆ จึงมีมติปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยองค์การสหประชาชาติ[iv] และอีกสาเหตุหลักคือ แนวนโยบายการพัฒนาประเทศของนายพล Franco เน้นการควบคุมการเคลื่อนไหวของมวลชนอย่างเข้มงวดในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม แนวนโยบายได้รับการวางแผนมาจากส่วนกลางเป็นหลัก (centralisation) (Sanpedro, 1983: 192) ในยุคนี้เป็นยุคที่สภาพสังคมมีความเงียบสงบไร้อาชาญกรรมและความรุนแรงทางสังคม เนื่องด้วยหลังจากที่ประชาชนภายในประเทศต้องทนทุกข์ได้รับความเดือดร้อนจากสงครามการเมืองระหว่างช่วง 1936 – 1939 เป็นยุคที่คนสเปนอพยพไปอยู่ต่างประเทศครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศถือเป็นการเคลื่อนย้ายผู้คนระดับปัญญาชนของประเทศในหลากหลายสาขาวิชาชีพ และมีคนสเปนจำนวนมากเสียชีวิตในสมรภูมิการปะทะภายในประเทศโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ ๆ ที่ต่อต้านกองทัพชาตินิยมของนายพล Franco ดังนั้นประชาชนจึงต้องการรัฐบาลที่มีความมั่นคงและมีอำนาจในการตัดสินสั่งการแก้ไขปัญหาของประเทศได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายและแย่งชิงอำนาจเหมือนดั่งก่อนหน้าสงครามกลางเมือง ดังนั้นรัฐบาลเผด็จการทหารจึงเป็นคำตอบและทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับความต้องการของประเทศในยุคนั้น และด้วยกำลังทหารที่มีอยู่ในการบังคับบัญชา จึงทำให้รัฐบาลของนายพล Franco ซึ่งมีตำแหน่งเป็นจอมทัพด้วยในเวลาเดียวกัน จึงสามารถปกครองและควบคุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกระดับได้ตลอดมา และยิ่งรัฐบาลของนายพล Franco ใช้นโยบายการปิดประเทศในช่วงแรกหลังสงครามการเมือง ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองของสเปนให้ชะลอตัวและเชื่องช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปที่ได้รับผลความหายนะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกัน ขณะที่ประเทศสเปนไม่ได้ประกาศตัวเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 และวางตัวเป็นกลางก็ตาม[v] แต่ผลจากสงครามการเมืองก็ส่งผลลบต่อประเทศประเทศสเปนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีต่อประเทศตะวันตกต่าง ๆ ที่เป็นสมรภูมิรบ หลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลงประเทศต่าง ๆ ในยุโรปได้เริ่มมาตรการและนโยบายกอบกู้บูรณะประเทศมาเป็นลำดับ จนทำให้ระดับการพัฒนาประเทศของประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรปตะวันตกนั่นคือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี ทิ้งช่วงห่างมีความแตกต่างจากสเปนไปมากเนื่องด้วยใช้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจระบอบทุนนิยม (capitalism) ประกอบกับการค้าแบบตลาดเสรี (free market) ที่มีภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนและแข่งขันกันได้เสรีและการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนภายในประเทศตลอดจนเป็นหลักประกันให้กับนักลงทุนถึงแนวนโยบายที่เปิดโอกาสให้กับภาคเอกชนในการทำการค้าและการลงทุนได้อย่างสะดวก

หลังจากสงครามการเมืองภายในประเทศสิ้นสุดลง รัฐบาลของนายพล Franco เป็นผู้กำหนดแนวทางเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติ พึ่งพึงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเองเป็นหลัก (Gunther, 2009: 88) ไม่เน้นการเจริญเติบโตในลักษณะรวดเร็วและที่สำคัญคือเน้นการวางแผนสั่งการนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก แตกต่างจากประเทศในยุโรปตะวันตกอื่น ๆ ในขณะนั้นที่เปิดเศรษฐกิจเสรีเน้นการแข่งขันของภาคเอกชนและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยรัฐบาลสเปนเป็นผู้ดำเนินกิจการสำคัญของประเทศด้วยตนเองในรูปรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นจึงมีชื่อรัฐวิสาหกิจที่สำคัญหลาย ๆ แห่งเกิดขึ้นและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในยุคนี้เป็นอย่างยิ่งอาทิ รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน CAMPSA และหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของรัฐบาลนายพล Franco คือ Instituto Nacional de Industria (Holman,1996: 203)

แต่หลังจากที่สเปนได้เป็นสมาชิกธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในค.ศ. 1958 จึงได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นซึ่งยังผลต่อการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างขนานใหญ่ผ่านกองทุนความช่วยเหลือมีชื่อเรียกว่า Stabilisaton and Liberalisation Plan ในค.ศ. 1959 (Harrison, 1995: 12)  และด้วยการเปิดโอกาสของรัฐบาลนายพล Franco[vi] ให้กับกลุ่ม technocrat ของประเทศขึ้นมามีบทบาทกำหนดแนวยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติอย่างเป็นระบบ (Maxwell, 1994: 5) จึงทำให้เศรษฐกิจของสเปนมีทิศทางพัฒนาชัดเจนได้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา และส่งผลต่อการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางของประเทศให้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ[vii]และตลอดจนต่อการขยายตัวของเมืองใหญ่ เนื่องด้วยการอพยพย้ายถิ่นของประชาชนจากชนบทเข้าสู่เมืองหลักของประเทศ โดยเฉพาะจากแคว้นที่ยากจน อาทิ เอสเตรมาดูรา (Extremadura) และอันดาลูเซีย (Andalucía)

ในทศวรรษที่ 1960 ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีอากาศอบอุ่นโดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศ ชายหาดยาวตลอดแนวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป ประกอบกับค่าครองชีพที่ยังไม่สูงมากนักในยุคนั้น ประเทศสเปนจึงได้กลายเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวหลักของชาวยุโรปจากประเทศต่าง ๆ จึงเป็นการเพิ่มอัตราส่วนบทบาททของภาคการบริการในผลผลิตมวลรวมภายในประเทศในโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของประเทศเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน[viii] ประกอบกับข้อตกลงการผ่อนปรนทางการค้า (Preferential Trade Agreement: PTA) ที่สเปนและประชาคมยุโรปได้ลงนามกันในค.ศ. 1970 ยิ่งทำให้การค้าของสเปนกับประเทศสมาชิกของประชาคมในทศวรรษดังกล่าวมีการขยายตัวขึ้น (Royo, 2008: 42) อันยังผลต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศของสเปนต่อมาก่อนการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมในทศวรรษต่อมา

หลังจากเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป ตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของสเปน (GDP) จาก 71 % ของอัตราเฉลี่ยของยุโรปใน ค.ศ. 1985 มาเป็นเกินกว่า 90 % ในค.ศ. 2006 (Piedrafita, 2006: 6) ดังแสดงการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของสเปนในตารางที่ 1 ว่ามีลักษณะการเจริญเติบโตในทิศทางที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ค.ศ. 1986 อันเป็นปีที่สเปนเข้าร่วมประชาคมยุโรป

ตัวเลขการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของเศรษฐกิจสเปนได้ยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่และความอยู่ดีกินดีของประชากรสเปนอันแสดงออกมาผ่านตัวเลขรายได้ต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังแสดงในตารางที่ 2

หลังจากที่สเปนได้เป็นสมาชิกของประชาคมยุโรปแล้ว จึงเริ่มกระบวนการที่เรียกขานว่า Europeanization ในประเทศสเปนที่จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป คือการน้อมยอมรับหลักปฏิบัติของสหภาพยุโรปที่ยังผลต่ออัตลักษณ์ของสเปนในหลากหลายรูปแบบที่มาพร้อมกับเงินช่วยเหลือตั้งแต่ค.ศ. 1986 ถึงค.ศ. 2006 ถึง 118 พันล้านยูโรจากประชาคมยุโรปและสหภาพยุโรป[ix]ซึ่งมากเป็น 3 เท่าของแผนความช่วยเหลือมาร์แชล (Marshall Plan) ที่สหรัฐอเมริกาได้ให้กับประเทศต่าง ๆ ในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือได้ว่าสเปนเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากกองทุนความช่วยเหลือด้านโครงสร้างและการประสานความร่วมมือ (structural and cohesion funds) ของสหภาพยุโรปมากที่สุด (Royo, 2008: 48) และการสถาปนาความสัมพันธ์ต่างประเทศกับประเทศต่าง ๆ ในประชาคมยุโรปให้แนบแน่นขึ้น และการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างชาติสมาชิกลดทอนอุปสรรคทางการค้า อาทิ

-                           แนวคิดคุ้มครองทางการค้าระหว่างกันให้ลดลง

-                           ลดภาษีนำเข้าระหว่างชาติสมาชิกด้วยกัน การเริ่มปรับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (Royo, 2008: 43) เป็นต้น อันยังผลต่อการค้าขายภายในประชาคมยุโรปอันเป็นลักษณะโดดเด่นที่ส่งต่อมายังตัวเลขการค้าระหว่างชาติสมาชิกของประชาคมยุโรป

-                           การลดระเบียบกฎเกณฑ์ (deregulation) เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) ได้รับการยกเลิกในค.ศ. 1988 ตลอดจนการลงทุนในตลาดเงิน (Portfolio Investment) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment) (González, 1993: 3)

สเปนได้กลายเป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากประเทศในยุโรปตะวันตกตลอดจนสหรัฐอเมริกา ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และต้นทุนการผลิตที่ยังไม่สูงมากนัก จึงเป็นช่วงที่มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมาสู่สเปนเป็นจำนวนมาก (Foreigh Direct Investment: FDI) (Royo, 39: 2008) ดังแสดงในตารางที่ 3 จึงยิ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างค.ศ. 1986-1992 เป็นยุครุ่งเรืองของเศรษฐกิจสเปนเป็นอย่างยิ่งและช่วยลดอัตราการว่างงานภายในประเทศ (Magone, 2004: 190) โดยพบว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในสเปนมักเป็นบริษัททุนต่างชาติ เช่น Renault, Volkswaen, Opel, Peugeot, Ford, Nissan, และ Mercedes-Benz เป็นต้น (Magone, 2004: 206)

การเปิดเสรีนอกเหนือจากด้านการค้าและการลงทุนแล้ว การเปิดเสรีภาคการเงินก็มีความสำคัญยิ่งยวดเพราะเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังขยายตัวให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นโดยขนาดภาคการเงินของสเปนในค.ศ. 1989 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 เมื่อวัดด้วยจำนวนธนาคาร และในด้านสินทรัพย์แล้วเป็นอันดับ 6 และถือว่าในปัจจุบันระบบธนาคารของสเปนในภาพรวมมีลักษณะลดทอนกฎเกณฑ์มากที่สุดประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรป (Galy, 1993: 16) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกในสหภาพให้เป็นไปในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน อันยังผลต่อความเข้มแข็งของการบูรณาการของสหภาพยุโรปต่อมา

2.2 การสร้างความเป็นประชาธิปไตย (democratization)

นายพล Franco ได้ถือครองตำแหน่งทั้งผู้นำรัฐบาล (Presidente del Gobierno) และผู้นำรัฐ (Jefe del Estado)[x] เรื่อยมาตั้งแต่ค.ศ. 1939 – 1973 และอนุญาตให้มีเพียงพรรคเดียวภายในประเทศนั่นคือ Falange Española Tradicionalista y de las Juntas de Ofensiva Nacional Sindicalista[xi] และปราบปรามการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่มีลักษณะทางการเมืองอันมีลักษณะต่อต้านรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งหมดภายในประเทศ ตลอดจนลดบทบาทสหภาพแรงงานกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งสามารถเป็นที่ชุมนุมของประชาชนที่อาจต่อต้านรัฐบาลได้ อันสะท้อนถึงระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหารได้อย่างชัดเจนในการใช้อำนาจเด็ดขาดในการสั่งการ และเริ่มคลายการควบคุมลงบ้างในช่วงท้ายของการอยู่ในอำนาจเนื่องด้วยปัญหาสุขภาพในช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนถึงอสัญกรรมของนายพล Franco

หลักการที่นายพล Franco เน้นหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ ลัทธิชาตินิยม (nationalism) และลัทธิอำนาจนิยม (authoritarianism) ไปในลักษณะของฟาสซิสต์ (Fascism) อันเป็นลักษณะที่รัฐบาลทหารในหลายประเทศใช้เป็นแกนนโยบายของรัฐเพื่อปลุกเร้าและสามารถรวมและควบคุมประชาชนในวงกว้างได้ ด้วยแนวนโยบายการปิดประเทศของนายพล Franco สังคมสเปนจึงได้รับข่าวสารตามที่รัฐกำหนดให้ผ่านทางช่องทางการสื่อสารที่ควบคุมโดยรัฐ อาทิ ก่อนข่าวภาคดึกจะมีการแถลงผลงานความคืบหน้าของรัฐบาลและมักเน้นถึงตัวผู้นำ[xii]คือ นายพล Franco ประกอบกันอย่างต่อเนื่อง สังคมสเปนในยุคนี้จึงเป็นสังคมสำเร็จรูปที่รัฐบาลกำหนดรูปแบบและเนื้อหาข่าวสารให้ประชาชนไว้แล้ว

ด้วยแนวนโยบายต้องการรวมประเทศให้เป็นเอกภาพ จึงมีแนวนโยบายปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยในทุกสาขาวิชาชีพ และพยามแทรกแซงในกิจการต่าง ๆ ของประชาชน แนวนโยบายหนึ่งที่ประกาศออกมาเกี่ยวกับการอนุญาตใช้ภาษาราชการที่สำคัญ คือ ประกาศให้ภาษาสเปน[xiii]เป็นภาษาราชการเดียวของประเทศและให้ใช้ภาษาสเปนเพียงภาษาเดียวในระบบการศึกษาของประเทศ และยกเลิกการใช้ภาษาอื่น ๆ ดังที่เคยใช้มาก่อนหน้าตามท้องถนน นั่นคือ ภาษากาตาลันในแคว้นกาตาลูนญาที่ตั้งของเมืองบาร์เซโลนา ภาษาบาสก์ในแคว้นบาสก์ และที่น่าสนใจคือ ภาษากาลิเซียนที่แคว้นกาลิเซียอันเป็นแคว้นบ้านเกิดของนายพล Franco เองก็ตามก็ถูกห้ามมิให้ใช้เช่นกัน เป็นต้น และเนื้อหาและภาษาที่ใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์ก็ได้ถูกห้ามและกำหนดบทลงโทษไว้ แสดงถึงแนวนโนบายของนายพล Franco ที่ต้องการสร้างเอกภาพภายในประเทศสเปนให้เกิดขึ้นภายหลังสงครามการเมืองภายในประเทศซึ่งเป็นยุคที่ประชาชนภายในประเทศมีความขัดแย้งกันในหลากหลายระดับทั้งการเมือง อุดมการณ์ เชื้อชาติและสังคม ยุคแห่งการห้ามการใช้ภาษาใด ๆ ที่มิใช่ภาษาสเปนจึงเป็นยุคที่บ่มเพาะความคิดของประชาชนสเปนที่ไม่ได้ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาแม่ ให้ก่อตัวเป็นกลุ่มขบวนการทางการเมืองเพื่อปกป้องและเรียกร้องอิสรภาพและสิทธิเสรีภาพให้กับดินแดนและประชาชนของตนที่ไม่ได้ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาแม่ กลุ่มที่เป็นตัวอย่างชัดเจน คือ กลุ่มเรียกร้องเอกราชแห่งชาวบาสก์ (ETA)

นายพล Franco มีแนวคิดต่อต้านแนวคิดสังคมนิยม คอมมิวนิสต์และอนาธิปไตย อย่างเข้มงวดทั้งก่อนหน้าสงครามกลางเมืองและหลังจากนั้นที่ต่อต้านกลุ่มสาธารณรัฐที่พรรคที่มีแนวทางดังกล่างข้างต้นรวมอยู่ด้วย และตลอดช่วงการปกครองประเทศ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจที่นโยบายต่างประเทศของนายพล Franco ในทศวรรษที่ 1950 ได้ปรับและเปิดรับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยกลายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปตะวันตกอื่นๆ เพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์นำโดยโซเวียตในภูมิภาคยุโรปใต้ ด้วยแนวคิดทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) และด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสเปนมีผลสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ทางทหารเป็นทางน้ำเปิดการติดต่อน่านน้ำทางทะเล นั่นคือ ช่องแคบยิบรอลตาร์ที่เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เนียนอันเป็นทางออกทะเลน้ำอุ่นของสหภาพโซเวียตเข้ากับมหาสมุทรแอตแลนติก (Liedtke, 231: 1999)

ในทางการเมือง หลักการที่ประชาคมยุโรปเน้นย้ำผ่านการรับประเทศสเปนเข้าเป็นสมาชิก นั่นคือ แนวคิดประชาธิปไตย เสรีภาพทางการเมืองด้วยหลักการการเข้าร่วมของหลายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งของประเทศ (Pridham, 2002: 185-186) สำหรับประเทศที่เพิ่งเป็นประชาธิปไตย พ้นบ่วงการปกครองแบบเผด็จการทหารมาได้เพียง 10 ปีหลังการถึงอสัญกรรมของนายพล Franco ในค.ศ. 1975

เนื่องด้วยสเปนปกครองด้วยระบอบเผด็จการมาเป็นระยะเวลายาวนาน วิธีคิดของประชาชนจึงเป็นลักษณะของการรับคำสั่งให้ทำมากกว่าตระหนักถึงบทบาท หน้าที่และสิทธิของตนตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการที่ประเทศปรับเป็นประชาธิปไตยหลังการถึงอสัญกรรมของนายพล Franco ในค.ศ. 1975 และการเริ่มประกาศใช้รัฐธรรมนูญแนวทางประชาธิปไตยฉบับแรกของประเทศในค.ศ. 1978 จึงเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของกระบวนการผลักดันแนวคิดอุดมคติทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับในหมู่ประเทศตะวันตกในขณะนั้น ในทางปฏิบัติแล้วต้องอาศัยการผลักดันโดยรัฐบาลออกมาเป็นนโยบายและมาตรการเพื่อให้ประชาชนเห็นคุณค่าของแนวทางประชาธิปไตยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ การได้รับสมาชิกภาพในประชาคมยุโรปเป็นเหมือนเสาหลักที่ตอกยึดสเปนให้เข้ากับแนวทางประชาธิปไตยได้อย่างชัดเจนด้วยเป็นปัจจัยจากภายนอกที่คอยสนับสนุน (Closa, 2004: 17) และประคองแนวทางประชาธิปไตยเกิดใหม่เพียง 8 ปีนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับแรกของประเทศให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ดังนั้นประชาคมยุโรปจึงเป็นหลักประกันต่อความอยู่รอด[xiv]ของระบอบการปกครองตามแนวทางประชาธิปไตยจนกระทั่งถึงปัจจุบันมิให้หวนกลับไปสู่แนวทางระบอบเผด็จการทหารอีกครั้ง

ด้วยหลักแนวทางประชาธิปไตยดังกล่าวของประชาคมยุโรปได้นำไปสู่แนวทางสนับสนุนเรื่องโครงสร้างอำนาจ กล่าวคือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น (decentralization) หลังจากที่การปกครองด้วยระบอบเผด็จการมายาวนานอำนาจได้ถูกรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง แต่ในรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับค.ศ. 1978 ได้ให้สิทธิในการบริหารแก่รัฐบาลระดับแคว้นไว้พอสมควรและได้รับเพิ่มมากขึ้นเนื่องด้วยนโยบายของประชาคมยุโรป

2.3 การสร้างอัตลักษณ์ร่วมความเป็นยุโรป (Europeanization)

แนวทางหลักของประชาคมยุโรป คือ การสร้างเอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียวภายในประชาคมท่ามกลางการยอมรับความหลากหลายในระดับต่าง ๆ ภายในด้วยเช่นกัน หนึ่งในแนวนโยบายนั้น คือ การปลูกฝังความเป็นยุโรปในหมู่ประชาชนในชาติสมาชิกของประชาคมเรื่อยมา ในส่วนของประเทศสเปนพบว่าในค.ศ. 2003 จากผลสำรวจของ Eurobarometer คนสเปนตอบแบบสอบถามว่าตนเองรู้สึกเป็นชาวยุโรปมากน้อยขนาดไหน ผลการสำรวจเรียงลำดับได้ คือ 1) ชาวสเปนผสมชาวยุโรป  2) ชาวยุโรปผสมชาวสเปน 3) ชาวยุโรปอย่างเดียว และ 4)ชาวสเปนอย่างเดียว (Closa, 2004: 32) แสดงได้ชัดเจนว่าแนวโน้มคนสเปนยอมรับความเป็นยุโรปได้มากขึ้น อาจเนื่องด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ การเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปไม่ได้คุกคามภาษา อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมของตน และประเด็นสุดท้ายคือ สมาชิกภาพดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ของสเปนในฐานะที่ตั้งอยู่ทวีปยุโรปหลังจากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาด้วยปัญหาภายในประเทศทำให้สเปนตัดขาดจากกิจการของยุโรปจนเสมือนไม่ได้เกี่ยวข้องกับยุโรป (Closa, 2004: 33)

ลักษณะทางสังคมหนึ่งของสเปนคือ ความเป็นใหญ่ของบุรุษในสังคม (paternal predominance) และการให้อำนาจแก่เพศชายในสังคม (machismo) มีสูงมาก แต่ลักษณะดังกล่าวได้ลดทอนผ่อนลงไปด้วยหลักการหนึ่งที่เสริมมาพร้อมกับการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป คือ การเคารพสิทธิและบทบาทสตรีในสังคม (feminism) หลักการนี้มีมาพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับค.ศ. 1978 และมาเน้นเด่นชัดยิ่งขึ้นหลังจากสเปนยอมรับหลักการของประชาคมยุโรปในเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ (Celia, 1993: 146) โดยเน้นมิใช่เพียงหลักการแต่หมายถึงการนำไปปฏิบัติใช้จริง ในสเปนเองได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลประเด็นด้านผู้หญิงและเด็ก คือ Institute for Women สังกัดกระทรวงกิจการสังคม และในแต่ละแคว้นจะมีหน่วยงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันคอยเชื่อมโยงการประสานงาน และการปฏิบัติใช้ การยอมรับเรื่องสิทธิสตรีเริ่มมาเห็นชัดในสังคมในราวทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมาดังจะเห็นการเข้าร่วมทางการเมืองของสตรีในตำแหน่งสำคัญของประเทศ อาทิตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Zapatero ในปัจจุบันมีผู้หญิงรวมถึง 7 ท่านจากจำนวนตำแหน่งทั้งหมด 16 ท่าน[xv]

2.4 การพัฒนาประเทศให้ทันสมัย (Modernization)

สเปนพยายามสมัครเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป (European Community) ตั้งแต่ค.ศ. 1962 (Royo, 2002: 7) เรื่อยมาแต่เนื่องด้วยระบอบการปกครองที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนำโดยนายพล Franco จึงได้รับการปฏิเสธจากชาติสมาชิกในองค์การดังกล่าวเรื่อยมาเนื่องด้วยระบอบการปกครองในขณะนั้นไม่สอดคล้องกับแนวทางของประชาคมยุโรปที่เน้นจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยเสรีนิยม (Lawlor, 1998: 40) แต่มาประสบความสำเร็จหลังจากที่ประเทศได้กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหลังการถึงอสัญกรรมของนายพล Franco ในค.ศ. 1975 โดยรัฐบาลสเปนนำโดยพรรคสังคมนิยมของนาย Felipe González ได้นำประเทศเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปได้สำเร็จในค.ศ. 1986 ซึ่งสเปนได้เริ่มต้นเจรจากับประชาคมยุโรปตั้งแต่ค.ศ. 1979 (Lawlor, 1998: 40) มีส่วนผลักดันอย่างยิ่งให้สเปนขึ้นมามีบทบาทเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของยุโรปและอันดับที่ 12 ของโลก[xvi] จากแนวนโยบายการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของนายพล Franco ในทศวรรษที่ 1950 เรื่อยมามีผลอย่างยิ่งต่อการปรับเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศให้มีความพร้อมต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศในยุโรปตะวันตกที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศสเปนด้วยลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสเปนเองที่ถือว่าเป็นตลาดใหญ่สำหรับการบริโภคภายในประเทศด้วยขนาดประชากรเกือบ 45 ล้านคน (Royo, 2008: 45) และยิ่งหลังจากสเปนได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว จึงยิ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปอย่างชัดเจน รวมแล้วประมาณ 78,131 ล้านยูโรตั้งแต่ค.ศ. 1986 – 2006 (Piedrafita, 2006: 22) ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจยิ่งคือ

-                           ก่อนหน้าการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปนั้นประเทศสเปนมีถนนหลวงในค.ศ. 1985 มีความยาวรวม 2,117 กม. และในค.ศ. 2006 เพิ่มเป็น 13,000 กม. ในอีก 20 ปีให้หลัง

-                           ก่อนหน้าค.ศ. 1986 สเปนไม่มีรถไฟความเร็วสูง แต่ในค.ศ. 2008 สเปนมีรถไฟความเร็วสูง 3 เส้นโดยเงินทุก ๆ 100 ยูโรในการลงทุนโครงการดังกล่าว 38 ยูโรมาจากสหภาพยุโรป อาทิเช่น เส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงแมดริดและเมืองบาร์เซโลนา

-                           สเปนได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปรวม 3,518 ล้านยูโร (Royo, 2008: 49)

ค.ศ. 1992 ถือเป็นปีสัญลักษณ์ของความทันสมัยของสเปน กล่าวคือ เป็นปีที่สเปนได้รับเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬาโอลิมปิก ณ เมืองบาร์เซโลนาเป็นครั้งแรกของประเทศ และได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Expo นานาชาติ ณ เมืองเซวิลล์

3         อุปสรรคต่อการบูรณาการของสเปนในสหภาพยุโรป

ถึงแม้สเปนจะได้กลายเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปตั้งแต่ค.ศ. 1986 แต่ประเทศสเปนยังคงมีบางประเด็นอ่อนไหวต่อบทบาทของตนในสหภาพยุโรปอันด้วยอัตลักษณ์อันมีลักษณะเฉพาะของตนทางด้านพื้นเพประวัติศาสตร์ ในกรณีของประเทศสเปนถึงแม้ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิคเหมือนกัน แต่ยังคงมีประเด็นความหลากหลายของประชากรภายในประเทศต่อประเด็นการแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศ นั่นคือ การปกครองภายในประเทศสเปนประกอบด้วย 17 แคว้น ดังนี้

1) อันดาลูเซีย (Andalucía)

2) กาสติญา อี เล-ออน (Castilla y León)

3) กาสติญา ลา มันชา (Castilla La Mancha)

4) แมดริด (Comunidad de Madrid)

5) อัสตูเรียส (Asturias)

6) กันตาเบรีย (Cantabria)

7) ลา ริโอฆา (La Rioja)

8) อารากอน (Aragón)

9) เอสเตรมาดูรา (Extremadura)

10) มูร์เซีย (Murcia)

11) หมู่เกาะกานาเรียส (Islas Canarias)

12) บาเลนเซีย (Valencia)

13) หมู่เกาะบาเลอาร์เรส (Islas Baleares)

14) กาลิเซีย (Galicia)

15) นาบาร์รา (Navarra)

16) กาตาลูนญา (Cataluña)

17) บาสก์ (País Vasco)

โดยแคว้นลำดับที่ 12-17 ด้านบน รวม 6 แคว้นประกาศใช้ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาสเปนเป็นภาษาราชการคู่กัน แคว้นที่มีลักษณะผลักดันอัตลักษณ์ของตนค่อนข้างชัดเจนคือ แคว้นลำดับที่ 16 และ 17 โดยแคว้นกาตาลูนญ่าอันเป็นที่ตั้งของเมืองบาร์เซโลนานั้นพยายามผลักดันการปกครองตนเองในหลากหลายวิธีทั้งทางการและการรณรงค์ในลักษณะอื่นผ่านโครงการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อให้แคว้นมีเสรีภาพและเป็นอิสระจากส่วนกลางที่กรุงแมดริดมากขึ้น เช่น กรณีรัฐบาลแคว้นกาตาลูนญ่าประกาศให้  country code top-level domain (ccTLD) ลงท้ายด้วย .cat[xvii] ในเวบไซท์ต่างๆ ที่จดทะเบียนในแคว้นกาตาลูนญ่า เป็นต้น

ขณะที่แคว้นบาสก์มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันแต่มีลักษณะที่ต่างไปคือการที่ขบวนการปลดปล่อยดินแดนแคว้นบาสก์ (Euskadi Ta Askatasuna: ETA) เป็นขบวนการใต้ดินที่เน้นใช้ความรุนแรงที่ก่อตัวมาตั้งแต่ยุคนายพล Franco แต่มีบทบาทมากขึ้นหลังจากที่สเปนได้คืนกลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ทำให้ขบวนการมีการเคลื่อนไหวได้อิสระมากขึ้น โดยหลังจากเหตุการณ์ 9-11 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 รัฐบาลสเปนได้โยงขบวนการแบ่งแยกดินแดนดังกล่าวเข้ากับกลุ่มก่อการร้ายสากล จึงทำให้กลุ่มดังกล่าวลดบทบาทลงและปฏิบัติการได้ลำบากมากขึ้น

หัวข้อนี้จะเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านทางสังคมเป็นหลักตามแนวทางสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และการยอมรับความหลากหลายของประชาคมยุโรปที่มีผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบสังคมสเปน หนึ่งแนวทางความร่วมมือของประชาคมยุโรปในการให้เงินความช่วยเหลือผ่านกองทุน Structural Funds ในค.ศ. 1988 นั่นคือ ในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากระดับรัฐและระดับประชาคม (Closa, 2004: 83) ดังนั้นความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสังคมสเปนเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการเปิดช่องแสดงถึงสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนในระดับภูมิภาคได้รับโดยตรงจากประชาคมยุโรปผ่านทางความช่วยเหลือด้านการเงินและในลักษณะอื่น ๆ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคนั้น ๆ ให้ดีขึ้น ในแง่บวกส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ของสเปนให้มีความใกล้เคียงกันลดความเลื่อมล้ำ แต่ในทางกลับกัน ความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวอันเป็นแนวทางประชาคมยุโรป กลับเป็นการเพิ่มแนวคิดในเรื่องอำนาจต่อรองของแคว้นต่าง ๆ ที่มีแนวทางต้องการเสรีภาพทางการปกครองต่อรัฐบาลกลางแมดริดมากขึ้นเช่นกันผ่านช่องทางความร่วมมือและโอกาสที่ได้รับในการแสดงบทบาทและข้อเรียกร้องของแคว้นผ่านนโยบายต่างประเทศของแคว้นผ่านประชาคมยุโรปผ่านทางกรรมาธิการระดับแคว้นประชุมร่วมกับหน่วยงานของประชาคม (Closa, 2004: 87) จนถึงการตั้งสำนักงานของแคว้นตน ณ กรุงบรัสเซลล์ (Closa, 2004: 89) จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลกลางแมดริดมีความอ่อนไหวค่อนข้างสูงเพราะเกรงว่าเป็นการเปิดโอกาสเพียงนิดอาจหมายถึงโอกาสที่มากขึ้นในอนาคตจนยากจะควบคุมได้ ดังสำนวน “ได้คืบ เอาศอก” ในภาษาไทย

จากประเด็นดังกล่าว จึงทำให้รัฐบาลสเปนระมัดระวังและมีความอ่อนไหวต่อประเด็นข้อตกลงของสหภาพยุโรปในเรื่องของความหลากหลายของชนกลุ่มน้อย เช่น สเปนปฏิเสธข้อเสนอของเยอรมันในการร่างสนธิสัญญา Maastricht ในค.ศ. 1991 ในประเด็นการยอมรับในการเข้าร่วมอย่างเปิดเผยของตัวแทนจากระดับแคว้นในฐานะเป็นสมาชิกถาวรของกรรมาธิการยุโรป (Council of the European Union)  หรือสเปนไม่ให้สัตยาบันต่อเอกสารแนบของสนธิสัญญา Amsterdam ว่าด้วยเรื่องเงินให้ความช่วยเหลือต่อตัวแทนระดับแคว้นโดยรัฐบาลสเปนมองว่าการให้เงินในลักษณะดังกล่าวจะขัดกับบทบาทของรัฐบาลกลางในการเป็นคนกระจายเงินช่วยเหลือ (Closa: 2004: 103)

ในประเด็นนโยบายร่วมต่างประเทศ สเปนมักมีแนวนโยบายต่างประเทศไปในทิศทางเดียวกันกับประชาคมยุโรปเรื่อยมาจนถึงการเป็นสหภาพยุโรป แต่มีบางประเด็นที่สเปนมีความระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องด้วยเกี่ยวพันกับความหลากหลายของเชื้อชาติภายในประเทศ อาทิ กรณีการประกาศรับรองประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตยูโกสลาเวีย ซึ่งมีประเด็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับประเทศสเปนเช่นกัน คือเป็นประเทศที่ประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ รัฐบาลสเปนจึงมักให้ความละเอียดอ่อนและประวิงเวลาในการประกาศยอมรับเหล่าสาธารณรัฐอดีตยูโกสลาเวีย หรือการให้สัตยาบันรับรองประเด็นด้านความหลากหลายเรื่องเชื้อชาติและภาษาของสหภาพยุโรปด้วยความระมัดระวัง เป็นต้น

4         บทบาทสเปนหลังการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปถึงปัจจุบัน

ในหัวข้อนี้แบ่งระดับบทบาทของสเปนออกเป็น 3 ระดับย่อยนั่นคือ ในระดับภูมิภาคผ่านบทบาทสเปนในสหภาพยุโรป ในระดับระหว่างประเทศผ่านบทบาทสเปนในลาตินอเมริกา และในระดับโลกผ่านบทบาทสเปนในกิจการระหว่างประเทศ และรวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสเปนปี 2008 ต่อบทบาทสเปนในสังคมโลก

4.1 บทบาทสเปนในสหภาพยุโรป (European Union)

สมาชิกภาพที่สเปนได้รับในประชาคมยุโรป เป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันให้สเปนขึ้นมามีบทบาทหลักในองค์กรดังกล่าวเรื่อยมา เนื่องด้วยขนาดประชากรของประเทศสเปนมีจำนวนถึงกว่า 45 ล้านคน จึงเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่สำหรับสินค้าที่ผลิตในประชาคมยุโรปซึ่งสามารถสร้างการเจริญเติบโตให้กับประชาคมยุโรปได้มากและในทางกลับกันด้วยค่าจ้างแรงงานที่ยังต่ำ ตลอดจนที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในยุโรปประกอบการการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้นจึงยิ่งทำให้การขนส่ง (logistics) และการลงทุนจากประเทศสมาชิกต่าง ๆ ของประชาคมยุโรปทำได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น[xviii] ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งเศรษฐกิจสเปนในเรื่องของการจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมให้กับภาคเอกชนของสเปนเอง และส่งผลดีต่อการขยายธุรกิจและลดต้นทุนของบริษัทเอกชนจากชาติสมาชิกของประชาคมที่เข้ามาลงทุนในประเทศสเปนเอง

ในด้านเศรษฐกิจการเมืองนอกประชาคมยุโรป แนวนโยบายที่สเปนผลักดันตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปคือ การให้วาระของประชาคมยุโรปมุ่งเน้นความสนใจไปสู่ภูมิภาครอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและในลาตินอเมริกา (Clsoa, 2004: 28) ในวาระเรื่องแนวนโยบายกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ รอบทะเลเมดิเตอร์เนียนนั้นเนื่องด้วยสเปนมองว่าถ้าเศรษฐกิจและการเมืองของกลุ่มประเทศดังกล่าวมีความมั่งคั่งและมั่นคงแล้วจะเป็นหลักประกันสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาครอบทะเลเมดิเตอร์เนียนได้นั่นย่อมส่งผลดีต่อสเปนเองในระยะยาว (Magone, 2004: 211) และในด้านความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกานั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศสเปนมีลักษณะร่วมกันที่มีมานานเกินกว่า 500 ปีตั้งแต่ยุคอาณานิคมจนกระทั่งถึงปัจจุบันที่ยังคงเชื่อมโยงและผูกพันประเทศสเปนกับประเทศอดีตอาณานิคมในลาตินอเมริกามีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและด้านอื่น ๆ เรื่อยมา ถึงแม้จะอยู่ในช่วงการปกครองทหารของนายพล Franco ความสัมพันธ์นั้นก็ยังคงได้รับการกระชับเรื่อยมา ดังนั้น สเปนจึงเป็นสะพานเชื่อมสหภาพยุโรปเข้ากับลาตินอเมริกาได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่ง หลังจากที่สเปนได้กลายเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Closa, 2004: 34) และในยุโรปเองสเปนเน้นการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านบนคาบสมุทรไอบีเรีย นั่นคือ โปรตุเกส ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตัวเลขการค้านำเข้าและการส่งออกของสเปน โปรตุเกสเป็นประเทศในลำดับต้น ๆ ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสเปนเรื่อยมา

4.2 บทบาทสเปนในลาตินอเมริกา

ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและมั่นคงขึ้น สเปนจึงได้ยกบทบาทตนเองจากประเทศผู้รับความช่วยเหลือและรับการลงทุน (FDI inflows) ในอดีตมาเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือและนักลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศ (FDI outflows) รายหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศในลาตินอเมริกาซึ่งมีความเชื่อมโยงทางภาษาและวัฒนธรรมกับสเปนมาก่อนในอดีต ประกอบกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหลังจากที่สเปนได้เปิดประเทศและได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปจึงยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจและการเมืองของสเปนมีความมั่นคงและมั่งคั่ง จึงสามารถเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ

ในทางเศรษฐกิจแล้ว สเปนเน้นลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกาเป็นหลักเนื่องด้วยความผูกพันทางวัฒนธรรมและภาษาซึ่งเอื้อต่อการทำธุรกิจการลงทุนร่วมกัน (Toral, 2001: 130) โดยเน้นด้านการลงทุนมากกว่าการส่งออกเนื่องด้วยเพื่อเลี่ยงมาตรการคุ้มครองทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกา (Lawlor, 1998: 127) โดยสเปนเน้นการลงทุนในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความมั่นคงทางการเมืองเป็นหลัก นั่นคือ เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี เปรู และบราซิล (Lawlor, 1998: 127) อุตสาหกรรมหลักที่สเปนแสดงความสนใจเป็นลำดับแรก ๆ คือ การธนาคาร โทรคมนาคมสื่อสาร พลังงาน และการบิน ผ่านตัวแสดงหลัก คือ บริษัทข้ามชาติสัญชาติสเปน (Multinational Corporates: MNC) อาทิ Santander Central Hispano  (SCH) ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของสเปนและธนาคาร Banco Bilbao y Vizcaya Argentaria (BBVA) บริษัทโทรศัพท์ Telefónica และบริษัทพลังงาน Repsol, Endesa, Iberdrola และ Unión Fenosa เป็นต้น ดังที่ Wallerstein (1984: 5) กล่าวไว้ว่า

“a state is stronger than another state to the extent that it can maximize the conditions for profit-making by its enterprises (including state corporations) within the world economy”

ดังนั้นเศรษฐกิจสเปนมีความเข้มแข็งได้ในปัจจุบันนอกเหนือจากการรับการลงทุนจากต่างชาติในรูปของเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศแล้ว ยังได้บริหารความมั่งคั่งของตนผ่านทางบริษัทข้ามชาติของตนอีกด้วยดังแสดงในตารางที่ 4

หลังการสิ้นสุดอำนาจของนายพล Franco สเปนได้เพิ่มระดับความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านทางการค้าและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเพิ่มบทบาทของตนในเวทีระดับนานาชาติกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ความร่วมมือที่โดดเด่น คือ การประชุมระดับผู้นำประเทศ Ibero-American Summit ตั้งแต่เริ่มจัดประชุมครั้งแรกในค.ศ. 1991 ที่ประเทศเม็กซิโก รวม 21 ประเทศล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาสเปนและภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการทั้งสิ้น อันแสดงถึงการเน้นจุดร่วมทางวัฒนธรรมและภาษาในการรวมตัวของประเทศทั้งหมดในเวทีระหว่างประเทศดังกล่าว

ด้านการเมือง เนื่องด้วยทั้งสเปนและชาติต่าง ๆ ในลาตินอเมริกามีประสบการณ์ทางการเมืองและจุดยืนทางการเมืองร่วมกันในการต่อสู้กับการปกครองระบอบเผด็จการมายาวนานจนบรรลุถึงแนวทางระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยร่วมกันในปัจจุบัน จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (Clark, 1987: 188)

ในด้านการทูต สเปนแสดงบทบาทชัดเจนต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาเรื่อยมาถึงแม้ว่าภูมิภาคดังกล่าวจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจนก็ตาม ดังเช่น การออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐอเมริกาในการบุกนิคารากัวในค.ศ 1986 และการบุกคลองปานามาในค.ศ. 1989 เป็นการยืนยันบทบาทของสเปนในอดีตอาณานิคมของตนเอง

4.3 บทบาทสเปนในการเมืองระหว่างประเทศ

พัฒนาการบทบาทสเปนในกิจการระหว่างประเทศนั้นเนื่องด้วยสเปนเปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบเผด็จการทหารมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมประกอบกับการได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจผ่านการเข้าเป็นสมาชิกของประชาคมยุโรปในค.ศ. 1986 จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของสเปนทางด้านศรษฐกิจอีกด้านหนึ่ง จึงได้รับการยอมรับจากนานาชาติโดยเฉพาะค่ายโลกเสรีที่มีความเข้มแข็งเนื่องด้วยค่ายคอมมิวนิสต์ได้เริ่มส่งสัญญาณการล่มสลายและนำไปสู่การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน ถือเป็นการสิ้นสุดของสงครามเย็นในค.ศ. 1989 และมีบทบาทหลักในกิจการระหว่างประเทศในขณะนั้น (Heywood, 1995: 261) ผ่านการยอมรับสเปนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในค.ศ. 1982 จึงถือเป็นการเน้นจุดยืนของสเปนในกิจการระหว่างประเทศในด้านการทหารของค่ายโลกเสรีและประเด็นที่สเปนเน้นหนักคือแนวทางการไม่เผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ (Non-Nuclear Proliferation) และเน้นความผูกพันด้านการทหารเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารในการปกป้องประเทศผ่านทางความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ(Heywood, 1995: 278) เหตุการณ์ที่เป็นตัวอย่างสำคัญของการเข้าร่วมของสเปนในกิจการทางการทหารที่สำคัญคือ การส่งเรือรบไปปฏิบัติการในสงครามอ่าวเปอร์เซียในค.ศ. 1990 และสนับสนุนการใช้ฐานทัพของสเปนให้กับสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งกำลังพลาธิการและเชื้อเพลิง

            วิกฤตเศรษฐกิจในสเปนกับภาวะผู้นำการเมืองและเศรษฐกิจของโลก

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศสเปนในช่วงปลายค.ศ. 2008 ตามภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็นไปตามกระแสโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีทางการเงินของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลต่อภาวะผู้นำเศรษฐกิจของสเปนอย่างเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจในสเปนมิได้มาจากการใช้จ่ายก่อหนี้สาธารณะจากภาครัฐ แต่มาจากภาคเอกชนเป็นสำคัญโดยเฉพาะภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นภาครัฐต้องนำเงินไปช่วยเหลือภาคการเงินและภาคการผลิตของประเทศซึ่งเป็นธุรกิจของภาคเอกชน ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณมูลค่าสูงมากเพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ดำเนินต่อไปได้ และถือเป็นภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นในประเทศที่ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศสเปนทำให้อัตรเฉลี่ยภาวะเงินเฟ้อในปี 2009 ติดลบเหลือ -0.39 %[xix] เนื่องด้วยเกิดภาวะการว่างงานสูงมากโดยในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2010 ตัวเลขการว่างงานเกินกว่า 20 %[xx] ส่งผลกระทบต่อการหดตัวของอัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศติดลบเหลือเพียง -3.63 %[xxi] ในค.ศ. 2009 และผลผลิตมวลรวมภายในประเทศลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2000[xxii] ทำให้รัฐต้องออกมาตรการมาเพื่อช่วยเหลือผู้ไร้งานทำและผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับประชาชน

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนในระดับโลก คือ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของสเปนในระดับโลกได้ตกจากอันดับที่ 9 ในปี 2009 มาเป็นอันดับที่ 12 ในค.ศ. 2010[xxiii] โดยมีแคนาดา อินเดีย และรัสเซียปรับอันดับขึ้นมาแทน โดยประเทศในลำดับ 1-8 ของปี 2009 ยังคงอันดับเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงในปี 2010 อันสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลชัดเจนต่อสเปนมากกว่าชาติผู้นำระดับโลกอื่น ๆ ในประเด็นของความมั่งคั่งผ่านการชี้วัดของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ ดังนั้นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะในประเทศสเปนแต่หมายรวมถึงในประเทศชาติสมาชิกอื่น ๆ ของสหภาพยุโรปต่างได้รับผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจของโลกไปในทิศทางเดียวกัน จึงทำให้มติของกรรมาธิการยุโรปที่กระทำไว้เป็นยุทธศาสตร์ลิสบอน ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ในค.ศ. 2001 และเมืองบาร์เซโลนาในค.ศ. 2002 ในประเด็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันของสหภาพยุโรปในเศรษฐกิจโลกยิ่งห่างไกลออกไปและเป็นไปไม่ได้ตามที่ได้คาดหวังไว้ว่าจะเห็นผลในค.ศ. 2010  (Magone, 2004: 202)

 

5         สรุปและบทส่งท้าย

สมาชิกภาพอย่างสมบูรณ์ที่สเปนได้รับในประชาคมยุโรปในค.ศ. 1986 เรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นเสาหลักสำคัญด้วยขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของสหภาพยุโรปในปัจจุบันด้วยการเปิดรับทางเศรษฐกิจ (liberalizaton) และลดทอนกฎเกณฑ์ (deregulation) ที่ยุ่งยากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบตลาดเสรี (free market) สมาชิกภาพดังกล่าวที่สเปนได้รับนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศในหลายมิติหลังจากยุครัฐบาลเผด็จการทหารของนายพล Francisco Franco ตั้งแต่ค.ศ. 1939 ถึง 1975  อันดับแรกคือการเน้นย้ำจุดยืนของประชาคมยุโรปในทางการเมืองต่อการเมืองภายในของสเปน คือ แนวคิดประชาธิปไตยเสรีนิยม (democratization) ที่เริ่มบ่มเพาะและปลูกฝังรากลึกยิ่งขึ้นให้กับแนวคิดประชาธิปไตยให้มั่นคงและเป็นหลักการสำคัญของประเทศสเปนต่อมา สำหรับประเทศที่เพิ่งเป็นประชาธิปไตยมาได้ไม่นานนักจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกในค.ศ. 1978 หลังยุคเผด็จการทหารมายาวนานถึง 36 ปี อันส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของสเปนอย่างยิ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศที่เปิดประเทศอย่างเต็มตัวหลังจากเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป นำมาซึ่งการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย (modernization) เพื่อปรับระดับความมั่งคั่งของประเทศสมาชิกในประชาคมให้มีลักษณะใกล้เคียงกันจนทำให้สเปนกลายเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่สำคัญยิ่งสำหรับสมาชิกใหม่ของประชาคมยุโรปและของสหภาพยุโรปในเวลาต่อมาในการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์กรดังกล่าว

อีกหนึ่งกระบวนการที่สำคัญยิ่งคือการเน้นย้ำความเป็นชาวยุโรปในหมู่ชาวสเปนมากขึ้นผ่านกระบวนการสร้างมาตรฐานของประชาคมยุโรป (europeanization) หลังจากสนธิสัญญา Utrecht ในค.ศ. 1713 เป็นการผลักดันให้สเปนลดบทบาทและการเข้าร่วมของตนในกิจการของทวีปยุโรปลดลงเรื่อยมาด้วยการเสียดินแดนหลาย ๆ แห่งให้กับหลายชาติในยุโรปและขนาดประเทศในขณะนั้นเกือบเท่ากับขนาดของประเทศสเปนในปัจจุบัน[xxiv] เพราะในช่วงประวัติศาสตร์หลังจากสนธิสัญญาดังกล่าว สเปนมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับตัวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศและเขตพื้นที่อาณานิคมของตนเป็นหลักไม่ได้เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจในกิจการของยุโรป การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเหมือนเป็นการผลักดันให้สเปนกลับเข้าสู่กิจการของยุโรปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

 


[1] ในรายงานฉบับนี้ ใช้คำเรียก ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community: EEC) ก่อนหน้าค.ศ. 1967 และเรียกว่าประชาคม

ยุโรป (European Community: EC) สำหรับช่วงระหว่างค.ศ. 1967-1993 และเรียกว่าสหภาพยุโรป (European Union: EU) หลังค.ศ. 1993

เป็นต้นไป

[ii] โดยก่อนหน้าเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป ได้มีการทำประชามติภายในประเทศใน ค.ศ. 1982 เพื่อรับรองการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ร่วมกับประเทศตะวันตกอื่น ๆ

[iii] อาณานิคมสุดท้ายของสเปนที่สูญเสียให้กับสหรัฐอเมริกาในสงครามสหรัฐอเมริกาสเปน คือ ฟิลิปปินส์ เกาะกวม เกาะเปอร์โตริโก และคิวบา

[iv] สเปนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในวันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ. 1955 เนื่องด้วยเป็นแนวนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคยุโรปใต้ และรวมถึงการรับสเปนเข้าเป็นชาติสมาชิกของธนาคารโลกในค.ศ. 1958 ในเวลาต่อมาอันยังผลต่อเงินความช่วยเหลือทั้งจากสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรในหลายลักษณะ แต่กลับกลายเป็นการค้ำจุนการปกครอง (regime) ของนายพล Franco ต่อมาจนกระทั่งการถึงอสัญกรรมในค.ศ. 1975 (Liedtke, 229: 1999)

[v] ในทางนิตินัย (de jure) ในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลของนายพล Franco วางตัวเป็นกลางไม่เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในทางปฏิบัติ (de facto) แล้ว ด้วยแนวนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ตั้งแต่การสู้รบในสงครามกลางเมืองภายในประเทศ (ค.ศ. 1936-1939) ที่นายพล Franco เป็นกลุ่มชาตินิยมซึ่งอยู่ตรงข้ามและต่อต้านฝ่ายตรงข้ามที่มีกลุ่มคอมมิวนิสต์ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 เป็นลักษณะตอบแทนความช่วยเหลือที่ทางกลุ่มอักษะนำโดยเยอรมันและอิตาลี เคยช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังรบในช่วงสงครามกลางเมืองดังกล่าว นายพล Franco จึงได้ส่งกำลังพลลับไปช่วยเหลือกองทัพเยอรมันรบเพื่อต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของโซเวียต

[vi] ในยุคนี้ประวัติศาสตร์สเปนมีคำเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในภาษาสเปน จากคำว่า dictadura (hard dictatorship) ไปสู่ dictablanda (soft dictatorship)

[vii] สัญลักษ์หนึ่งของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในช่วงนี้ของสเปน คือ รถยนต์ยี่ห้อ SEAT ย่อมาจาก Sociedad Española de Automóviles de Turismo เป็นการร่วมทุนของบริษัทรถยนต์ของอิตาลี FIAT ที่มีฐานการผลิตในสเปนและกลายเป็นรถยนต์ที่นิยมยอดฮิตในกลุ่มชนชั้นกลางของสเปนในยุคนั้น

[viii] ตามข้อมูลขององค์การท่องเที่ยวโลก ประเทศสเปนเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจากทั่วโลกติดอันดับ 1 ใน 5 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปีล่าสุดคือ ค.ศ. 2010 ข้อมูลเพิ่มเติม World Travel Organization (UNWTO) http://unwto.org

[ix] ไม่รวมเงินจากกองทุนอุดหนุนภาคการเกษตร (Common Agricultural Policy: CAP) ที่สเปนได้รับ

[x] ถึงแม้นายพล Franco ได้ประกาศให้ประเทศสเปนเป็น Constitutional Monarchy ในค.ศ. 1947 และเปลี่ยนชื่อประเทศจาก Spanish State กลายเป็น Kingdom of Spain ก็ตาม แต่ไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาเป็นกษัตริย์ในทางปฏิบัติ จนกระทั่ง ค.ศ. 1969 จึงได้แต่งตั้งเจ้าชาย Juan Carlos แห่งราชวงศ์บูร์บอง ทรงเป็นพระราชนัดดาของกษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 กษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนการเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐครั้งที่ 2 ก่อนหน้าเกิดสงครามการเมืองภายในประเทศ ให้ดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารและขึ้นเป็นกษัตริย์หลังจากที่นายพล Franco ได้ถึงอสัญกรรมในค.ศ. 1975

[xi] ประกอบด้วย 3 แกนหลัก แกนแรกคือ พรรค Juntas de Ofensiva Nacional Sindicalista มีพรรคฝ่ายขวาจัดที่ก่อตั้งก่อนหน้าสงครามกลางเมือง แกนที่สอง คือ ขบวนการ Falange Española นำโดยนายพล Franco ในช่วงสงครามกลางเมือง และแกนสุดท้าย คือ เหล่าบรรดาพรรคการเมืองที่สนับสนุนแนวทางของนายพล Franco ในช่วงสงครามกลางเมือง

[xii] ในภาษาสเปนเรียกช่วงข่าวนี้โดยทั่วไปด้วยตัวย่อว่า NODO ย่อมาจากคำว่า Noticiario Documental แปลว่า สำนักข่าวสารคดี

[xiii] คำว่า “ภาษาสเปน” ในที่นี้ คือ – ภาษาสเปนระดับแคว้นในประเทศสเปน – คือ ภาษา Castillian มีต้นกำเนิดมาจากแคว้น Castilla y León เป็นแคว้นใหญ่ที่สุดของประเทศตั้งอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศ เป็นภาษาที่ได้ใช้แพร่หลายในบริเวณส่วนใหญ่ของประเทศ สเปน กรุง Madrid เมืองหลวงของประเทศก็ตั้งอยู่ในเขตนี้เช่นกัน และเป็นภาษาราชการในทุกแคว้นของประเทศสเปนในปัจจุบัน  และ – ภาษาสเปนระดับระหว่างประเทศและในระดับโลก – คือ Spanish ในช่วงยุคอาณานิคม ภาษา Castillian มีบทบาทมากกว่าเนื่องด้วยเป็น ภาษาทางการปกครองในอดีตอาณานิคมของตนในลาตินอเมริกาและเขตอื่น ๆ และใช้พูดกว้างขวางที่สุด ในประเทศสเปนตลอดจนของผู้ คนส่วนใหญ่ที่อพยพไปตั้งรกรากในดินแดนอาณานิคม จึงทำให้คำว่า Castillian ในระดับแคว้นในประเทศสเปนกลายเป็น ภาษาสเปน (Spanish) ในระดับระหว่างประเทศและในระดับโลก ดังนั้นภาษา Spanish และ ภาษา Castillian คือภาษาเดียวกัน เพียงแต่มองคนละระดับและใช้คำเรียกต่างกันไป

[xiv] ในค.ศ. 1981 มีความพยายามก่อรัฐประหารนำโดยนายพล Antono Tejero บุกยึดรัฐสภา ในประวัติศาสตร์สเปนเรียกเหตุการณ์นี้โดยย่อว่า 23-F เนื่องด้วยกระทำรัฐประการในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ การก่อรัฐประหารครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นการตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ของการกลับมาของระบอบเผด็จการทหารในประเทศสเปน

[xv] Government House of Spain ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.la-moncloa.es

[xvi] World Bank. Available from: http://siteresources.worldbank.org/DATA STATISTICS/…/GDP.pdf

[xvii] ย่อจากอักษร 3 ตัวแรกของชื่อแคว้น คือ Cataluña

[xviii] การลดระเบียบกฎเกณฑ์ (deregulation) ในการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติได้รับการยกเลิกในค.ศ. 1988 ตลอดจนการลงทุนตลาดเงินและตลาดอสังหาริมทรัพย์ (González, 1993: 3)

[xix] World Bank. ข้อมูลเพิ่มเติม http://data.worldbank.org/country/spain

[xx] National Stastistics Institute of Spain. ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.ine.es/jaxiBD/tabla.do

[xxi] World Bank. ข้อมูลเพิ่มเติม http://data.worldbank.org/country/spain

[xxii] Ibidem

[xxiii] International Monetary Fund (IMF) ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2010/02/weodata/weorept.aspx

[xxiv] ไม่นับรวมอาณานิคมของสเปนในภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก

บรรณานุกรม

สิ่งพิมพ์

Clark, R. P., Haltzel, M. H. Spain in the 1980s.Cambridge,Massachusetts: Ballinger, 1987.

Closa, C., Heywood, P.M. Spain and the European Union. New York : Palgrave Macmillan, 2004.

Celia González, J., Almarcha Barbado, A. “Equal treatment of women”. In Amparo Almarcha Barbado (ed.). Spain and EC membership. London : Pinter publishers, 1993.

Encarnación, O.G. Spanish Politics. Polity Press: Cambridge, 2008.

Galy, M. Pastor, G., Pujol, T. Spain: Converging with the European Community. International Monetary Fund, Washington DC, February 1993.

González Fernández, S. “The free movement of capital and financial services”. In Amparo Almarcha Barbado (ed.). Spain and EC membership. London : Pinter publishers, 1993.

Gunther, R., Montero, J.R. The politics of Spain. Cambridge University Press: Cambridge, 2009.

Harrison, J. The Spanish Economy from the Civil War to the European Community. Cambridge University Press, Cambridge, 2009.

Heywood, P. The government and politics of Spain. St. Martin’s Press. New York, 1995.

Holman, O. Integrating Southern Europe : EC expansion and the transnationalization of Spain. London : Routledge, 1996.

Lawlor, T., Rigby, M. Contemporary Spain : essays and texts on politics, economics, education and employment and society. Longman.London, 1998.

Liedtke, B. N. “Spainand the United States, 1945-1975”. In Balfour, S., Preston, P. (eds), Spain the the Great Powers in the Twentieth Century. Routledge.London, 1999. pp. 229-244.

Magone, J. M. Contemporary Spanish politics.London : Routledge, 2004.

Maxwell, K., Spiegel, S. The New Spain: From Isolation to Influence. Council on Foreign Relations.  New York, 1994.

Piedrafita, S.; Steinberg, F.; Torreblanca, J.I. 20 Años de España en la Unión Europea (1986-2006). Madrid, 2006.

Pridham, G. “European Integration and Democratic Consolidation in Souther Europe.” In António Costa Pinto and Nuno Severiano Teixeira (eds.). Southern Europe and the Making of the European Union.New York:ColumbiaUniversity Press, 2002.

Royo, S. The Experience of Spain and Portugal in the European Union: Lessons for Latin

America.Boston, 2002.

———– Varieties of capitalism in Spain : remaking the Spanish economy for the new century. Palgrave-MacMillan. New York, 2008.

Sampedro, J. L., Payno, J. A. The Enlargement of the European Community : case-studies of Greece, Portugal and Spain. Macmillan Press.London, 1983.

Toral, P. The Reconquest of the New World: Multinational Enterprises and Spain’s Direct Investment in Latin America. Ashgate Publishing Ltd., London, 2001.

Wallerstein, I. The Politics of the World Economy.CambridgeUniversityPress.Cambridge, 1984.

อินเตอร์เน็ท

Government House of Spain. Government. [online]. Available from: http://www.la-moncloa.es/IDIOMAS/9/Gobierno/index.htm [Accessed 9/2/11].

International Monetary Fund. Reports for Selected Countries and Subjects. [online]. Available from: http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2010/02/weodata/weorept.aspx [Accessed 10/2/11].

National Stastistics Institute of Spain. Tasas de actividad, paro y empleo, por sexo y distintos grupos de edad. [online]. Available from: http://www.ine.es/jaxiBD/tabla.do [Accessed 3/1/11].

University of Groningen, Netherlands. Total Economy Growth Accounting Database. [online]. Available from: http://www.ggdc.net/databases/ted_growth.htm [Accessed 27/12/10].

World Bank. Data by Country. [online]. Available from: siteresources.worldbank.org/DATA STATISTICS/…/GDP.pdf [Accessed 27/12/10].

World Bank. Data by Country. [online]. Available from: http://data.worldbank.org/country/spain [Accessed 5/1/10].

 
Leave a comment

Posted by บน พฤษภาคม 12, 2012 in Uncategorized

 

European Neighbourhood Policy (ENP) as a tool of Europeanisation: EU policy towards Ukraine by Panthid Srisathaporn

Panthid Srisathaporn

The Europeanisation process has become a civilising mission of European Union (EU). To promote Europeanism in non-member states, EU policies become a Europeanisation mechanism whereby the EU is a key actor to perform such a process. Regarding external Europeanisation, this essay aims at examining the relations between European Neighbourhood Policy (ENP) and Europeanisation because the ENP has recently become an Europeanisation instrument. Contrary to enlargement, the ENP is implemented without the prospects of membership. However, the policy demonstrates the projection to EU’s self-defined “others.” On this occasion, the EU policy towards Ukraine will be the case study in order to investigate the ENP performance as the Europeanisation tool from both academic viewpoints as well as official documents. Ukraine has accelerated its political and economic reforms since 2000; moreover, the Ukrainian government has enthusiastically participated in ENP since 2004. To consider the Europeanisation impact on Ukraine, this essay is separated into two parts which are (1) theoretical aspect of ENP and Europeanisation and (2) an analysis of EU-Ukraine case study. In the second section, there are three aspects of Europeanisation through ENP as follows; (1) democratisation of politics; (2) marketisation and liberalisation of economy; and (3) westernisation of foreign policy.

 

Theoretical aspect of ENP and Europeanisation

ENP indicates external Europeanisation under which the EU exports the system of governance beyond its boundaries, affecting external actors. (Zaiotti, 2007: 152) Fundamentally, ENP is perceived to be a variation of enlargement and a foreign policy tool, but without membership in EU institutions. From EU perspective, ENP aims at strengthening stability and well-being in EU neighbours and offering them the opportunity to cooperate in the framework of EU policy. (Casier, 2010; Bruce, 2007) Neighbourhood Europeanisation is primarily conducted by both the EU external influence and domestic actors’ support. Externally, EU influences actors through its leverage and linkages. Nevertheless, ENP is characterised as partial linkage Europeanisation, because the policy demonstrates the features of adaptational pressures to domestic actors because of a ‘misfit’ between European and domestic policies and politics. (Gawrich, Melnykovska, and Schweickert, 2009: 6-7; Gawrich, Melnykovska, and Schweickert, 2010: 1216)  Although formally bilateral, the ENP demonstrates the EU as the dominant power on which neighbouring states are dependent.  (Casier, 2010: 105) The policy is based on an asymmetrical relation between the EU and neighbouring countries; moreover, such an external projection demonstrates a top-down Europeanisation. According to Seidelmann (2009: 261), ENP has developed within the framework of geopolitics. This can be divided in two aspects, which are vertical interrelations between actors and horizontal relation by geographical proximity.

ENP also projects European governance to the non-EU countries, which Europeanisation effects have achieved in varying degrees. ENP is modelled from the enlargement policy, by which countries follow a process of Europeanisation by negotiation and monitoring. In both policies the EU provides substantial financial incentives which are instruments. However, ENP excludes the promise of accession, which may later be offered to these neighbours. (Casier, 2010; Zaiotti, 2007)  This indicates ENP effectiveness is challenged by the gap between EU expectation and policy actions; additionally, neighbourhood policy has no ‘European perspective’, with respect to membership expectation. Likewise, ENP should share ‘everything but institutions’ which assumes that the neighbours would develop EU political and economic policies, but no institutional participation. (Mahnke, 2008: 21; Parmentier, 2008: 104)   Such policy can be perceived as the expansion of EU influence, and this is a mechanism for adjusting EU-neighbours relations by the implementation of EU instruments through incentive and socialisation. ENP’s primary strategies are differentiation and joint ownership. Firstly, differentiation means an adoption of single and “one-size-fits-all” policy, but implies flexibility depending on political, economic, and social development. The other strategy is joint ownership in which Action Plans (AP) are mutually agreed without EU imposition. Lacking formal demands, the ENP is dependent upon rule clarity where ‘joint ownership’ exists in the AP between neighbourhood states and the EU.  (EC, 2007: 3; Edwards, 2008: 48; Gawrich, Melnykovska, and Schweickert, 2010: 1216) Furthermore, ENP Conditionality emphasises an incentives scheme, which can be sanction and reward through the EU judgement of a neighbour’s progress to AP and acquis communautaire. Practically, the ENP has the AP and Agreement to europeanise its neighbours. Such unilateral policy implementation means EU also offers efficient solutions to domestic difficulties. Without adopting such a scheme, negative externalities may create costs to domestic actors. (Schimmelfennig, 2009; Bruce, 2007) For example, Åslund (2010: 59) explains that by adopting EU acquis, Ukraine will improve the business environment and create a favourable investment climate. In Ukraine’s case, the goal of EU-Ukraine agreement is to fulfil the provisions in the Partnership and Cooperation Agreement (PCA) and to further integrate into European economic and social structures. The main assistance is provided through the European Neighbourhood and Partnership Instrument (ENPI). (EC, 2008: 1-2)  Consequently, this becomes an incentive for Ukraine to implement the AP.

However, the most controversial debate in neighbourhood Europeanisation is the connection between membership perspective and policy effectiveness. Melnykovska (2008) argues that previous research criticises the Europeanisation capacities of the ENP, specifically compared to the enlargement policy. Politically, enlarging borders and participating institutions are omitted in the ENP. This limits the incentive and attraction of EU neighbours to change their behaviour. Subsequently, the proposal of optimal choice is questioned, whether the idea of one-size-fits-all is effective or not. ENP does not offer the transition from EU external governance to integration because the policy is to reshape the neighbouring countries in its own image. Therefore, ENP has features of both the framework and dynamic policy. (Casier, 2010: 102) As a result, ENP is ambiguous, inconsistent and ineffective regarding the expansion of EU rules and conditionality. EU will successfully transfer the rules in cases where the prospect of future membership and where the employment of the EU’s influential bargaining power is an alternative to Russia. Such compliance requires consistency of policy application. (Schimmelfennig, 2009: 19-20; Edwards, 2008: 59) Another difficulty is limited resources. To illustrate, Seidelmann (2009: 277) argues that ENP budgetary limitations restrain the EU’s capacity to perform effectively in neighbour cooperation, which will be elaborated in the next section. Enlargement fatigue is one factor because of the reduction of EU absorption capability after enlargement in 2004-2007. Therefore, ENP should construct leverage rather than linkage. In short, it can be argued that the Europeanisation process occurs, but it has limited influence.

 

An analysis of EU-Ukraine case study

After the turn of the millennium, Ukraine has dramatically reformed and developed a political economic structure which has opened the possibility of becoming a “European” country. However, there are obstructions for such a prospect. An accession perspective is not appropriate because the EU has limited its own ‘integration capacity’ after the eastern enlargement. (Burger, 2008: 171-2) Furthermore, although Ukraine has rapidly progressed in its reform, some setbacks exist. Therefore, the neighbourhood Europeanisation is an optimal choice for both actors. Europeanisation has employed both incentive and identity in three areas, namely political system, economic structure, and foreign policy. In each aspect, the consideration will emphasise the following areas (1) the situation in Ukraine; (2) the EU action through the ENP; and (3) impact assessment. The reason for the categorisation is that the study of Europeanisation should be understood through the context, the policy actions, and the outcomes of policy, which analyses the effectiveness of ENP implementation.

 

Democratisation of politics

Since its independence, Ukraine has experienced the difficulties in its political transformation.  Fundamentally, Ukraine has a weak institutional framework obstructing the political reforms. State institutions are dominated by interest groups and corrupt bureaucrats, known as an ‘oligarchy’ structure. Moreover, problems persist in dysfunctional state which causes intense disputes over the Constitutional reforms. To fulfil the EU democratic criteria, Ukraine’s political system needs to enhance its quality of legislation as well as enact effective judicial reforms. The executive should conduct administrative reforms and encourage decentralisation. (Åslund, 2010: 17; Parmentier, 2008: 114) Despite those setbacks, Nymeria (2005: 56) argues “trust in political competition is much stronger in Ukraine.” After the Orange Revolution in 2004, EU has increasingly become involved in Ukraine politics. Such an unexpected movement leads to political reforms which can democratically transform the country; furthermore, the rise of civil society in 2004 proved that Ukraine had the potential to achieve the democratic reforms. It is argued that the Orange Revolution was also meant to demonstrate its Europeanness. (Giusti and Penkova, 2010: 135)  Nevertheless, such reforms remain a priority together with outside support to challenge the oligarchic political structure. (Kubicek, 2003: 169) According to ENP Country Report (2010), the issues of concern are constitutional and administrative reform; moreover, judicial transformation implies tackling the corruption problems. (EC, 2010: 3) The domestic political system demonstrates the main obstacle for Ukraine’s membership prospect.

From the ENP perspective, democratisation in Ukraine is one of the main aspects of Europeanisation. Together with political conditionality, economic development and socialisation become tools for domestic reformation. ENP democratisation can be categorised into two types. Democratising neighbours is conducted via a two-way direction of conditional incentives.  In this case, EU implements both top-down and bottom-up democratisation in Ukraine. That is, domestic and bottom-up factors of democratisation, in contrast to political conditionality and top-down mechanism. (Shapovalova, 2008: 9; Schimmelfennig and Scholtz, 2008: 191-2) The first is democratisation through conditionality and formal institutions.  In terms of top-down democracy promotion, the AP demanded on democratic standards in Ukraine; in addition, as a reward for the free elections of 2006 and 2007, the EU proposed FTA negotiations with Ukraine. (Gawrich, Melnykovska and Schweickert, 2009: 14) Officially, the EU supports democratisation via political dialogue, and such institutionalisation of the political communication links would create the direct effect of Europeanisation. (Kobzar, 2006 : 7 ).  According to the EU-Ukraine Association Agenda (2009: 3), EU and Ukraine have agreed to democratise in terms of good governance, the rule of law, and human rights. Shapovalova (2008: 6) argues that institutional reforms are prerequisite conditions to achieving internal political consolidation and to further progress in the New Enhanced Agreement (NEA). Ukraine is also democratised by socialisation and informal institutions. Such socialisation leads to an indirect influence on elite mentalities and external policy orientation, and this ‘passive leverage’ causes democratisation effects .To illustrate, the socialisation and declarative effects of  ‘returning to Europe’ impact policy process and the perception of political elites. (Kobzar, 2006: 8) Moreover, concerning socialised and bottom-up democracy promotion, the EU stresses the need to develop civil society and to guarantee freedom of expression. As demonstrated in the Orange Revolution, the socialisation process becomes the key “Europeanisation” tool in Ukraine political system. The development of civil society is prioritised under ENP. Accordingly, the EU has supported aid and assistance to foster public diplomacy and to share reformation experience in Eastern Europe through direct financial support. (Melnykovska, 2008: 17; Gawrich, Melnykovska and Schweickert, 2009: 15)

To evaluate, ENP is democratising Ukraine through a “one-size-fits-all”-approach. Ukraine’s problems are the limitation of democratisation and institutional reform which prolong the persistence of corruption and accountability problems.  The top-down instruments demonstrate ineffectiveness because the post-Orange Revolution politics cause governmental instability. From this perspective, domestic actors are a crucial factor in the pace and degree of Europeanisation. (Gawrich, Melnykovska and Schweickert, 2009) The ENP impact was the only motivation for Ukrainian transformation into a parliamentary republic after 2004 Constitutional reforms. (Melnykovska, 2008:8)  In contrast, EU is more successful in bottom-up democratisation by supporting the development of civil-society through its financial assistance as well as the process of transnational exchange.  The bottom-up democracy promotion via ENP has substantially increased in since 2004; however, EU has limited financial resources and potential to support civil society. This becomes a main obstacle to promoting democratisation. (Melnykovska, 2008: 18-9) ENP could potentially develop democratic norm reception and localisation in Ukraine in the future.  However, democratisation has recently less rewarding, but increasingly burdensome. Ukraine’s elite perceive that identity projection may be a long-term interest rather than a short-term one.

 

Marketisation and liberalization of economy

Since 2000, Ukraine has developed its economic growth and enhanced its competitiveness on the world stage. Its exports have risen dramatically, and this leads to the prospect of economic liberalisation from the oligarchy structure. Despite a high rate of economic growth, rent-seeking and monopolised business groups are the main objections to economic liberalisation. (Melnykovska, 2008: 10) The Ukrainian elite perceive that EU membership would increase financial aid. (Bruce, 2007: 15)  Together with WTO membership, multilateral and bilateral economic relations should internationalise and liberalise the Ukrainian economy. Consequently, economic Europeanisation is motivated by the incentives of modernisation and strong trading partners.  However, the Ukrainian economy is affected by the recent global recession. According to ENP Country Report (2010), Ukraine’s economic situation continued to decline in the 2009 economic and financial crisis.  Ukraine has plunged into a major recession in which financial stability will be severely tested. (Pifer, Åslund, and Elkind, 2009: 12) Regarding this situation, the economic decline has been worsened by the lack of structural and institutional reforms. Åslund (2010: 27) suggests that Ukraine’s economic policy necessitates these reforms to ensure post-crisis stability. Therefore, the requirement of economic reform leads to the choice of economic Europeanisation to liberalise and marketise.

Economic aspects have become the most important Europeanisation incentive through the domestic and international modernisation and liberalisation of Ukraine’s economy. Internally, the EU has recognised the progress of economic reforms by granting the status of liberal economic country. The EU has also opened market access in exchange for the fulfilment of conditions set out in the AP; therefore, this increases Ukraine’s competitiveness and welfare gains to enhance its economy. (Burger, 2008: 174) The priority of ENP is to ensure the establishment of a fully functioning market economy which can be reformed through legislation within the framework of EU rules. (EC, 2008: 6-7) The EU proposal leads to the incentive of domestic economic liberalisation in Ukraine. To achieve marketisation, regulatory reform and mutual trade promotion, EU proposes ENPI to Ukraine accounting for €494 million. (EC, 2010: 22-3) Externally, the EU liberalised Ukraine economy through the proposal of a Free Trade Area (FTA) agreement. Owing to such economic reforms, when Ukraine was invited to join the World Trade Organisation (WTO) in 2008, negotiations for the FTA, which was an EU demand for Ukraine WTO accession, were launched as part of the NEA process.  The FTA benefits Ukraine by the liberalisation of trade and the attraction of foreign direct investment to the country. Furthermore, the AP offers economic rewards to Ukraine; (1) preferential trade relations; and (2) prospects of participation in the single European market. Both rewards depend on the progress in economic reforms. (Gawrich, Melnykovska, and Schweickert, 2010: 1222; Giusti and Penkova, 2010: 136; Shapovalova, 2008: 6) As a result, EU-Ukraine relations have effectively practiced commitments to eliminate protectionist measures and to liberalise international trade. (Wolczuk, 2002: 112) In sum, the ENP has performed a key role in Ukrainian economic reform assistance.

The economic aspect is the most advanced area of Europeanisation in EU-Ukraine relations, because Ukraine’s WTO accession is a key indicator for a liberalised economy. The implementation of PCA and AP facilitate trade and accelerate Ukraine’s ability to meet WTO standards and to internationalise the Ukrainian economy. (Kubicek, 2003: 156-7)  Schimmelfennig (2009) suggests that EU has propagated a “neoliberal” economic model reflecting compliance with marketisation and liberalisation; moreover, such projection is motivated by further bilateral economic cooperation. In response to official recognition of Ukraine’s reform efforts and the progress in bilateral relations, EU granted Ukraine the long-awaited market economy status in 2005. (Burger, 2008: 169-70)  The reform benefits outweigh its costs, so Ukraine has to be willing to liberalise its economy. The ENP continuously offers the prospect of FTA and common market membership because it would enhance the political and economic reforms with ENP framework. (Bruce, 2007: 30) However, economic Europeanisation is limited to trade cooperation and financial assistance to sectoral development rather than economic integration because it is perceived to be less risky from an enlargement fatigue point of view and appropriate for neighbour Europeanisation. It is suggested that the Single Economic Space needs to be strengthened by other incentives to facilitate the Europeanisation of Ukraine. (Nymeria, 2005: 61) Accordingly, the lack of further European incentives may reduce the effectiveness of the economic Europeanisation and liberalisation process in near future.

 

 

Westernisation of foreign policy

In the case of foreign policy, Ukraine is situated strategically between the EU and Russia. Since its independence in 1991, Ukrainian foreign policy has been dependent upon Russia because of its geographical proximity and its dependency upon Russian energy. Although former President Kuchma developed a multi-vector foreign policy which opened up choice for Ukraine, the foreign affairs were still characterised as Russian-oriented. However, after the Orange Revolution in 2004, Ukraine has implemented more Western-oriented policy because the change in leadership affects the stance of foreign policy. Victor Yushchenko employs domestic policies to support the choice of EU-oriented foreign affairs. (Kuzio, 2002: 9)  During his office, there has been a shift from Russian-oriented to Europeanised policy. Such foreign policy objectives are directed toward the Western azimuth, which means the membership of Western European institutions, namely the EU, is reinforced. (Wolczuk, 2002: 18) Foreign policy plays a key role in attaining the EU membership perspective. Strategically, Ukraine needs to develop its links with the EU, but not provoke Russia. However, such alternatives may cost Ukraine in its prospect of EU membership. (Pifer, Åslund, and Elkind, 2009: 12-7)  Nymeira (2005) asserts that counterproductive ‘multi-vector’ foreign and security policy must change into a more consistent policy to readjust EU-Russian-Ukrainian relations.

Foreign policy is a special case of Europeanisation because there is an interconnection between internal policy-making and external influence. The ENP is a policy of Westernisation fostering pro-EU regimes amongst its neighbours. Institutionally, Ukraine’s presidents are keen promoters of the “European Choice” within the executive, and EU relevant issues were predominant after the Orange Revolution. During the Yushenko era, the presidential decree on the Strategy of Ukraine’s Integration to the EU was adopted, to demonstrate that the membership had become Ukraine’s national interest.  (Light, White, and Lowenhardt, 2008: 268-9) The Ministry of Foreign Affairs (MFA), which is the most westernised institution, also reserved the competences in areas of political dialogue with the EU. It pursues cooperation and close relations with the EU. (Melnykovska, 2008: 6-7) According to EU-Ukraine agenda (2009), cooperation aims at strengthening convergence on regional and international issues, specifically conflict prevention and crisis management. Moreover, it emphasises common position work in multilateral institutions regarding Ukraine’s practice of aligning with CFSP declarations and common positions. (UE-UA, 2009: 6) From ENP perspective, foreign policy Europeanisation means changing the Ukrainian foreign policy from a bilateral into a multilateral one, specifically to security aspects in the EU and UN.

To evaluate the impact of ENP cooperation, the policy successfully promotes internationalised Ukrainian foreign policy which cooperates with the multilateral organisation. Moreover, Ukraine has supported the EU position and declaration, and the perception of Ukraine’s elite has gradually shifted toward the persuasion of ‘western choice.’ (Kobzar, 2006: 15  ) Strategically, EU-Ukraine cooperates in some security aspects in conflict prevention, crisis management, non-proliferation, disarmament, and terrorism. (EU, 2009: 2) The pro-EU foreign policy may cause the readjustment of EU-Russian-Ukrainian triangular relations. This means the ENP is utilised to project EU foreign policy identity to its neighbour.  However, in the realm of high politics, there are still objections to the policy. It is a strategic dilemma for the Ukrainian elite to choose between Russia and EU, and this affects EU-Ukraine relations.  Furthermore, recent domestic political situation may alter to the Pro-Russian foreign policy stance after the leadership change. In sum, the ENP has been successful in promoting its civilian idea to Ukraine; nevertheless, the Europeanisation of foreign policy is a limited aspect in ENP implementation.

 

Conclusion

To conclude, the ENP has partially impacted the Europeanisation of neighbourhood countries. AP and agreements reflect the projection of Europeanisation and EU governance. However, several ENP agendas and actions are vague and inconsistent, which affects their effectiveness. For this reason, the ENP has created varying degrees of Europeanisation. In the Ukraine case study, despite considerable economic influence, Neighbourhood Europeanisation has limited domestic impact on domestic democracy and foreign policy. Such limitations lead to the reluctance of Ukrainian elites to rely on European choice. At present, the challenge for ENP is how to develop the policy from being the catalyst to the effective actual tools to implement Europeanisation. Finally, it should be noticed that there has been an imbalance between the implementation of incentive and ideational projection in the Europeanisation impact, and this challenges how the EU can increase the adaptational pressure to neighbouring countries. In the long-run, the EU would require more capacity in order to intensify Europeanisation and achieve its policy goal.

 

 

Reference

Åslund, A. (2010) Proposals for Ukraine: 2010 – Time for Reforms, Independent International Experts Commission Paper, Kyiv, Available at: www.iie.com/ publications/papers/Åslund0210.pdf

Bruce, J.A. (2007) The European Neighborhood Policy and the Ukraine: Incentives for Economic and Political Reform, Senior Thesis, University of Puget Sound.

Burger, J. (2008) ‘Implementing the Neighbourhood Policy in the East’, in D. Mahncke and S. Gstohl (eds.), Europe’s Near Abroad: Promises and Prospects of the EU’s Neighbourhood Policy, Brussels: Peter Lang, pp.165-84.

Casier, T. (2010) ‘The European Neighbourhood Policy: Assessing the EU’s Policy toward the region,’ in F. Bindi (ed.), The Foreign Policy of the European Union: Assessing Europe’s Role in the World, Washington: Brookings Institution Press,  pp.99-118.

Edwards, G. (2008) ‘The Construction of Ambiguity and the Limits of Attraction: Europe and its Neighbourhood Policy’, Journal of European Integration, 30(1), pp.45-62.

European Commission (EC) (2007) A Strong European Neighbourhood Policy, COM(2007) 774 final, Brussels, 05.12.2007.

European Commission (EC) (2008) EU-UKRAINE Action Plan, Brussels: European Union

European Commission (EC) (2010) Implementation of the European Neighbourhood Policy in 2009: Progress Report Ukraine, SEC (2010) 524, Brussels, 12.05.2010.

European Union (EU) (2009) The Third Joint Progress Report: Negotiations on the EU-Ukraine Association Agreement, Brussels and Kiev, 26.11.2009.

EU-Ukraine Cooperation Council (UE-UA) (2009) EU-Ukraine Association Agenda to prepare and facilitate the implementation of the Association Agreement, UE-UA 1056/1/09 REV 1 Brussels, 8.6.2009.

Gawrich, A., Melnykovska, I., and Schweickert, R. (2009)  Neighbourhood Europeanization Through ENP: The Case of Ukraine, KFG Working Paper Series, No. 3, Available at: www.polsoz.fu/berlin.de/en/v/transformeurope/publications/working_paper/WP_03_August_Melnykovska_Gawrich_Schweickert.pdf

Gawrich, A., Melnykovska, I., and Schweickert, R. (2010) ‘Neighbourhood Europeanization through ENP: The Case of Ukraine’, Journal of Common Market Studies, 48(5), pp. 1209–35.

Giusti, S. and Penkova, T. (2010) ‘EU Policy towards Ukraine and Belarus: Diverging Paths?’ in F. Bindi  (ed.), The Foreign Policy of the European Union: Assessing Europe’s Role in the World, Washington: Brookings Institution Press,  pp.133-47.

Kobzar, S.A. (2006) The European Union as a Factor in the Democratization of Ukraine, Centre for European, Russian, and Eurasian Studies, Available at: www.utoronto.ca/jacyk/gsc2006/files/ kobzar,%20paper.pdf

Kubicek, P. (2003) The European Union and Democratization. London and New York: Taylor & Francis.

Kuzio, T. (2002) Belarusianization or Europeanization? Ukraine Struggles to Define its Identity Between Two Elections, Harriman Institute, Columbia University, Available at: http://leader.viitorul.org/public/600/en/kuzio1002.pdf

Light, M., White, S. and Lowenhardt, J. (2008) ‘A Wider Europe: The View from Moscow and Kyiv,’ in W. Rees and M. Smith (eds.), International Relations of the European Union, London: SAGE Publication, pp.262-73.

Mahnke, D. (2008) ‘The Logic of EU Neighbourhood Policy’, in D. Mahncke and S. Gstohl (eds.), Europe’s Near Abroad: Promises and Prospects of the EU’s Neighbourhood Policy, Brussels: Peter Lang, pp.19-46.

Melnykovska, I. (2008) Ukraine: Europeanization from abroad or inside? Chance and Challenge for the European Union, Paper for ENEPO project, Available at: http://web.uvic.ca/ecsac/biennial2008/Conference%20Program_files/Melnykovska.pdf

Nemyria, H. (2005) ‘The Orange Revolution: Explained the Unexpected’, in M. Emerson (ed.), Democratisation in the European Neighbourhood, Brussels: Centre for European Policy Studies, pp.53-62.

Parmentier, F. (2008) ‘The reception of EU neighbourhood policy’, in Z. Laïdi (ed.), EU Foreign Policy in a Globalised World, London and New York: Routledge, pp.103-17.

Pifer, S., Åslund, A., and Elkind, J.. (2009) Engaging Ukraine in 2009, Brookings Policy Paper, No.13, Available at,: www.brookings.edu/papers/2009/03_ukraine_pifer.aspx

Schimmelfennig, F. (2009) ‘Europeanization beyond Europe’, Living Reviews in European Governance, 4 (3), pp.1-28.

Schimmelfennig, F. and Scholtz, H.  (2008), ‘EU Democracy Promotion in the European Neighbourhood: Political Conditionality, Economic Development and Transnational Exchange’, European Union Politics, 9 (2), pp.187–215.

Seidelmann, R. (2009) ‘the EU’s neighbourhood policies,’ in M. Telo (ed.), The European Union and Global Governance, London and New York: Routledge, pp.261-83.

Shapovalova, N. (2008) The New Enhanced Agreement Between the European Union and Ukraine: Will it Further Democratic Consolidation?. Fundación para las Relaciones Internacionales y el Diálogo Exterior (FRIDE) Working paper, No.62, Available at www.fride.org/descarga/WP62_Ukraine_UE_ ENG_jun08.pdf

Wolczuk, R. (2002) Ukraine’s Foreign and Security Policy 1991–2000. London and New York: Taylor & Francis.

Zaiotti, R. (2007) ‘Of Friends and Fences: Europe’s Neighbourhood Policy and the ‘Gated Community Syndrome’, Journal of European Integration, 29(2), pp. 143–62.

 
Leave a comment

Posted by บน ธันวาคม 3, 2011 in Uncategorized

 

ว่าด้วยเบลารุส ตอนที่ 1 : วรรณกรรมว่าด้วยพัฒนาการทางการเมืองหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดย ติรัส ตฤณเตชะ

ร้อยตำรวจเอก ติรัส ตฤณเตชะ

ระบบการเมืองและผู้นำทางการเมืองของเบลารุส

จากการศึกษาในบริบทของตัวผู้นำทางการเมืองของเบลารุสโดยเฉพาะ งานของสจ๊วด ปาร์คเกอร์ เรื่อง The Last Soviet Republic: Alexander Lukashenko’s Belarus (1) ได้วิเคราะห์ตัวผู้นำของเบลารุสนามว่า อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนก้า ผู้ซึ่งครองอำนาจสูงสุดในตำแหน่งประธานาธิบดียาวนานถึง 17 ปี นับตั้งแต่ ค.ศ.1994 จนมาถึงปัจจุบัน โดยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั้งหมดสามครั้ง ซึ่งเป็นชัยชนะในทุกการเลือกตั้ง ภายหลังจากประกาศอิสรภาพจากสหภาพโซเวียต โดยปาร์คเกอร์มีความเห็นว่า แม้ลูกาเชนก้าจะถูกเกลียดชังจากความเป็นเผด็จการในการปกครองประเทศโดยกลุ่มผู้ต่อต้านเป็นจำนวนมาก แต่ในทางกลับกันลูกาเชนก้าก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวเบลารุสให้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงประชาชนที่สนับสนุนนโยบายและตัวของลูกาเชนก้าไม่น้อยไปกว่าฝ่ายที่ต่อต้าน แม้จะมีกระแสวิพากษ์ถึงวิถีทางแห่งการเลือกตั้งที่อาจไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่กระนั้นแล้ว การเลือกตั้งก็แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคมเบลารุสภายใต้การปกครองของลูกาเชนก้าเช่นกัน ซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นลูกาเชนก้ามีคุณลักษณะเฉพาะตัว

ในส่วนวรรณกรรมที่วิพากษ์วิจารณ์ในบริบทของตัวผู้นำและนโยบายของลูกาเชนก้า แบ่งออกเป็นสองลักษณะ โดยวรรณกรรมในส่วนแรกและเป็นส่วนใหญ่นั้นได้วิพากษ์ลูกาเชนก้าในเชิงลบ ดังงานเขียนของเดวิด มาเพิล เรื่อง The Lukashenka phenomenon: Elections, Propaganda and the Foundations of Politics in Belarus (2) ซึ่งวิพากษ์และตั้งคำถามกับชัยชนะในการเลือกตั้งของลูกาเชนก้าว่า เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการกลโกงในการเลือกตั้ง เฉกเช่นเดียวกับงานเขียนของเอเลน่า โคโลสเตว่า เรื่อง Was There a quiet Revolution? Belarus after the 2006 Presidential Election (3) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2001 และปี ค.ศ.2006 ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการโกงการเลือกตั้งจากการกระทำของลูกาเชนก้า ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในรัฐบาลเบลารุส เพราะแนวโน้มความนิยมให้ตัวของลูกาเชนก้าภายใต้กระแสโลกเสรีที่เปลี่ยนไป น่าจะทำให้คะแนนนิยมในตัวลูกาเชนก้าลดลงบ้าง อีกทั้งมีการก่อตัวของผู้ต่อต้านลูกาเชนก้าที่เพิ่มมากขึ้น โคโลสเตว่าอ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติเป็นตัวชี้วัด โดยตั้งสมมติฐานสามข้อ กล่าวคือ หนึ่ง มองถึงสัดส่วนของคะแนนนิยมของประชาชนเบลารุสที่มีต่อลูกาเชนก้าที่เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัวในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ในปีค.ศ. 2006  ทั้งนี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าสงสัยทั้งในมิติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง สอง จำนวนผู้ท้าชิงจากจากเดิมมีแค่คนเดียว เพิ่มมาเป็นสองคนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และสามที่น่าแปลกใจที่สุดคือจำนวนผู้สนับสนุนผู้ท้าชิงทั้งสองคน กลับลดลงถึงครึ่งหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ได้ว่า  ประชาชนเบลารุสกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ คือคนที่สนับสนุนลูกาเชนก้า ซึ่งตัวเลขเช่นนี้บ่งชี้ถึงความไม่ชอบมาพากล เพราะถึงแม้ว่าลูกาเชนก้าจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย แต่ก็มีกระแสต่อต้านออกมาเป็นจำนวนไม่น้อย

ซึ่งในบริบทของกระแสต่อต้านนั้น งานเขียนของโคโลสเตว่ายังได้ตั้งคำถามหลักว่า สังคมเบลารุสกำลังเกิดการปฏิวัติขึ้นอย่างเงียบๆ ภายหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2006 หรือไม่ เพราะการที่ลูกาเชนก้ายังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกสมัย ซึ่งเป็นการสืบทอดอำนาจเป็นระยะเวลายาวนานมาก เริ่มมีการชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งและต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของลูกาเชนก้า จากกลุ่มชนชั้นนำที่มีการศึกษา (oligarchs) ในเบลารุส ซึ่งสอดคล้องกับงานเขียนของอันเดอรส์ อัสลุน เรื่อง Is the Belarus Economic Model Viable? (4) ที่กล่าวว่าผลการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2006 เริ่มเห็นถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มชนชั้นนำที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงสุดขั้วขึ้นในสังคมเบลารุส เหมือนกับการเกิดการปฏิวัติสี (coloured revolution)  ในกลุ่มประเทศสหภาพโซเวียตเดิม ดังเช่นในกรณีของ ยูเครน จอร์เจีย เป็นต้น ซึ่งงานเขียนของโคเลสเตว่าก็ได้กล่าวสรุปว่า ถึงแม้ว่าจะมีกลุ่มที่ต่อต้านลูกาเชนก้าเป็นจำนวนมาก แต่การประท้วงและชุมนุมนั้นก็กินระยะเวลาอันสั้นและประสบความล้มเหลว ซึ่งการต่อต้านเหล่านี้ไม่ได้กลับทำให้ลูกาเชนก้าตระหนักหรือวิตกแต่อย่างใด ดังคำกล่าวของเขาตอนหนึ่งที่โคเลสเตว่านำมาชี้ให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของลูกาเชนก้าต่อผู้ต่อต้านเขาในผลการเลือกตั้ง โดยลูกาเชนก้ากล่าวว่า “ There will be no rose, orange or banana revolution in Belarus” (5) อันเป็นการเน้นย้ำและสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนในตัวเขาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติใดๆขึ้นในสังคมเบลารุสอย่างแน่นอน

การปกครองภายใต้การนำของลูกาเชนก้า ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามสร้างกระบวนการความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น แต่ไม่มีความชัดเจนให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังงานเขียนของดานิโลวิช เรื่อง  Democracy, the State, and Administrative Reforms (6) ซึ่งตั้งคำถามกับการสร้างความเป็นประชาธิปไตยในเบลารุสว่าเป็นการดำเนินแนวทางที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ทั้งในแง่ของรัฐธรรมนูญและทัศนคติของตัวผู้นำอย่างลูกาเชนก้าที่ยังมีอคติต่อแนวคิดแบบตะวันตก ถึงแม้ว่าจะพยายามสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคมเบลารุสอยู่บ้าง แต่ด้วยสภาพสังคมวัฒนธรรมของเบลารุสเอง ความเป็นคอมมิวนิสต์เดิมจึงยังครอบสังคมวัฒนธรรมของเบลารุสรวมทั้งยังคงครอบงำแนวคิดของตัวผู้นำอย่างลูกาเชนก้าเองด้วยเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อศึกษางานเขียนของ พอล ยูซอบ เรื่อง The Neo-authoritarian Regime in the Republic of Belarus (7) ประกอบกับงานเขียนของ สตีเว่น เอ๊ค เรื่อง With the State or Against the State: The Media in Belarus (8) ยิ่งชี้ชัดถึงความเป็นเผด็จการของลูกาเชนก้าในบริบทของการควบคุมและแทรกแซงสื่อ อันมิใช่แนวทางของการสร้างความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด การมีอำนาจเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ ลูกาเชนก้าจึงใช้สื่อมงลชนเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับในการปกป้องการกระทำของตนเอง โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ที่ถูกควบคุมมักจะนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ รายงานผลความสำเร็จทางด้านนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างภาพเพื่อประโยชน์แห่งคะแนนนิยมของตน ให้ดูเสมือนว่าตนมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าถึงประชาชนในทุกระดับชั้นและได้รับความชื่นชอบจากคนหมู่มาก ส่งผลมาถึงบริบทของการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง ที่ถึงแม้จะมีระบบการตรวจสอบทั้งจากทางผู้สังเกตการณ์ หรือสื่อมวลชน แต่ก็ค่อนข้างมีข้อจำกัดในเรื่องความเสรีของการนำเสนอข้อมูล เพราะระบอบการปกครองแบบลูกาเชนก้าที่ปิดกั้นและควบคุมอยู่ อย่างไรก็ตามในเรื่องการจำกัดเสรีภาพของสื่อยังไม่เป็นที่แน่ชัด งานเขียนอัสลุน เรื่อง Is the Belarus Economic Model Viable? (9) พบว่าแม้สื่อมวลชนส่วนมากในเบลารุสจะถูกควบคุมแต่ก็ยังมีสื่อบางสำนักที่ยืนอยู่บนแนวทางคนละฝ่ายกับลูกาเชนก้า สามารถออกมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีลูกาเชนก้าด้วยเนื้อหาที่รุนแรง มีการเขียนการ์ตูนล้อเลียนลูกาเชนก้า

ในบริบทของทัศนคติจากภายนอกประเทศ ลูกาเชนก้าถูกประเทศตะวันตก มองว่าเป็นผู้นำเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป (The last dictator of Europe) ดังงานเขียนของ ดาวิด มาเพิล เรื่อง Belarus: The Last European Dictatorship? (10) และงานเขียนของปาร์คเกอร์ เรื่อง The Last Soviet Republic Alexander Lukashenko’s Belarus (11) ซึ่งเห็นตรงกันว่า ถึงแม้การปกครองของเบลารุสโดยการนำของลูกาเชนก้า จะมีการเลือกตั้งตามแนวทางของประชาธิปไตยและตัวลูกาเชนก้าเองก็เป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การปกครองของลูกาเชนก้านั้นก็ยังมีสภาพของความเป็นเผด็จการ ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาอำนาจในโลกยังสมญานาม เบลารุสว่า คือรัฐในเครือจักรภพของการปกครองแบบเผด็จการ ลูกาเชนก้า ถูกมองว่ามีความเป็นฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์เฉกเช่นฮิตเลอร์และสตาลิน

ถึงแม้จะมีกระแสต่อต้านลูกาเชนก้า แต่ก็มีงานเขียนส่วนน้อยที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติในแง่บวกต่อลูกาเชนก้า โดยปรากฎในงานเขียนของ แอนดริว วิลสัน เรื่อง The Lukashenka Phenomenon: Elections, Propaganda and the Foundations of Politics in Belarus (12) โดยมุมมองของวิลสันมองว่าชัยชนะของลูกาเชนก้าในการเลือกตั้งทุกครั้ง เกิดจากความเข้าใจในแนวโน้มของเขตเลือกตั้งหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดีกว่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการปกครองแบบลูกาเชนก้าที่แยกตัวต่างหาก เป็นระบบที่แข็งแกร่งที่ช่วยค้ำชูสังคมของชาวเบลารุส และมองเห็นถึงสภาพของสังคมวัฒนธรรมของชาวเบลารุสที่มีส่วนในการผลักดันให้ลูกาเชนก้าชนะการเลือกตั้งและครองอำนาจยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

และก็เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่าลูกาเชนก้าจะปกครองเบลารุสแบบมีเงาของอำนาจเผด็จการแฝงอยู่ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีประชากรย้ายออกจากประเทศ เหมือนสภาพที่เกาหลีเหนือประสบ  โดยจากการศึกษางานเขียนของปาร์คเกอร์ เรื่อง The Last Soviet Republic Alexander Lukashenko’s Belarus (13) กลับมีอัตราคนอพยพย้ายเข้ามากกว่าย้ายออก แม้หากเราจะมองว่าเบลารุสไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควรแต่ข้อมูลตรงนี้ก็มีความน่าสนใจมากเลยทีเดียวว่า เหตุใดประชาชนจึงเลือกที่จะอยู่และย้ายเข้ามามากกว่าย้ายออก ทั้งที่แนวคิดกระแสหลักแบบตะวันตกมองว่าประชาชนมักปรารถนาที่จะพำนักอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและมีสิทธิเสรีภาพมากกว่า

****โปรดติดตามตอนต่อไป****

……………………………………………………………………………………………………………………………..

(1)(11)(13) Stewart Parker .The Last Soviet Republic: Alexander Lukashenko’s Belarus.Trafford Publishing.victoria .BC.Canada.2007

(2)(10) David R. Marples. Lukashenka phenomenon: Elections, Propaganda and the Foundations of Politics in Belarus.2007

(3) (5) Elena Korosteleva. Was there a Quiet Revolution? Belarus after the 2006 Presidential Election. 2006

(4)(9) Anders Aslund. Is the Belarus Economic Model Viable?.The Federal Trust .2002

(6) Alexander Danilovich.Democracy, the State, and Administrative Reforms.University of Aarhus.2001

(7) Pavel Usov.The Neo-authoritarian Regime in the Republic of Belarus.2009

(8) Steven Eke.With the State or Against the State: The Media in Belarus. The Federal Trust .2002

(9) David R. Marples. Lukashenka phenomenon: Elections, Propaganda and the Foundations of Politics in Belarus.2007

(12) Andrew Wilson. Lukashenka phenomenon: Elections, Propaganda and the Foundations of Politics in Belarus.2007

 
Leave a comment

Posted by บน พฤศจิกายน 26, 2011 in Uncategorized

 

US-Europe relations during the Cold War; a revisionist study by Ruangwit Sukrasep

Ruangwit Sukrasep

Introduction

            The research of this article is mainly conducted out of my interest in American empire, an issue which has been hotly debated for long, so as to give the proper analysis to the topic above. By reconsidering the Cold War historiography, we will see the clearer image of the American empire project. The United States has long been an empire and has become a truly global hegemon since the end of the Second World War. Thus, the post war era of international cooperation mainly run by the United Nations was not a fresh look at the international system. The global structure can be best described by the term called “Pax Americana”. There are so many points in the Cold War historiography to deconstruct the myth of American benevolence to the world.  Here, I choose the US empire in relation to Europe during the early stage of the Cold War as a main argument to reveal the paradox of the US postwar vision. However, I admitted here that I did nothing much but only “rearranged” the existing idea so as to provide a brief background for those who interests in this topic to continue their further research.

Trends in the Cold War historiography

            The mainstream historiography of the Cold War was narrated in a way that eulogizes American triumphalism. Soviet threat was an aberration in US foreign policy; abandoning isolationism and reluctantly embracing internationalism. The US sought to protect democracy, freedom, prosperity, openness, geopolitical balance and universal justice.[i]   The orthodox school tried to build an academic (or even hegemonic) consensus that democracy at home contributed to a peaceful and democratic foreign policy.[ii] The policy of containment was legitimate because the USSR was an affront to American ideology and interest.[iii]

The mainstream scholars wrongly or even intentionally misinterpreted the perennial crisis of that time. In contrast, revisionist school saw tragedy and continuities, questioning the traditional school assumptions. Walter Lafeber sums up nicely;

The most durable and productive key for unlocking the motivations of US foreign policy since the 1890s has been Washington officials believe that a global system based on the needs of private capital, including the protection of private property and access to markets, could best protect the burgeoning American system and its values, including its own version of democracy at home.[iv]

Noam Chomsky’s thought concurs with Lafeber’s thesis above. The primary concern of American foreign policy is to establish a world of “open societies” which refers to societies open to American economic domination and political control.[v] In this context, democracy is a system which decision making is confined to the choices of the elite. Popular involvement undermines the US own version of democracy. “Freedom” is just another word from normally interpreted sense. The US has a commitment to guarantee its “Fifth Freedom”, a freedom to rob and exploit.[vi] By focusing on the US-Soviet antagonism or bipolarity order of that time, IR scholars may trivialize what Chomsky called “North-South Conflict”. In this view, the Cold war is war against the Third World; with strong racial, class and gender connotations.[vii] It is a continuity of colonialism and such an unequal condition still exists today, with the North being the privileged pole and the unruly South needing to be disciplined and punished.[viii] The North’s grand design of the World mainly run by The United States has to make sure that the Third World maintain their function as a supplier of raw material, markets cheap labor, opportunities to invest and export pollution, and so on.[ix] Richard Barnet neatly captures a striking shortcoming of the mainstream approach: “most analyses of American foreign policy consider how to make the outside world safe for America…rather than how to make America safe for the world.”[x]

One more dominant trend in Cold War historiography is Post-revisionism emerged from the tension between the two trends already mentioned. It focuses on the policy-making process of the elite and on state as principle actor as well as relies on the new the use of new archival materials. Post-revisionism is closer to the orthodox school rather than revisionism because it still maintains the heroic metanarrative of American expansion like the orthodox historians do.[xi] Mostly, American diplomatic historians of orthodox school denied the existence of American empire. But if postwar empire was inevitable, how would they justify it? And what is the empire’s character? John Lewis Gaddis, the most famous representative of Post-revisionism, responded to these questions convincingly. He argued that the United States might have constructed a postwar empire, but it was defensive and democratic in character[xii] and was even “invited” from abroad.

.

The Demise of Grand Alliance

The onset of the Cold War in Europe started from the demise of the Grand Alliance. Mainstream scholars tend to agree that The USSR was largely responsible for the failure to implement the principles agreed at the wartime conferences of Yalta and Potsdam.[xiii] They stressed the Soviet expansion after the Second World War. In the West, there was a growing feeling that the Soviet policy towards Eastern Europe was guided not by historic concern with security but by ideological expansion.[xiv] Yes, the Soviet did expand. It insisted on exercising its influence upon Eastern Europe. Soviet’s refusing to uphold the Yalta agreement on holding democratic elections in Poland, and for aggressively carving a sphere of influence in Eastern Europe were not main underlying causes for initiating the Cold War because of the fact that “sphere of influences” had more or less been formed prior to the outbreak of the Cold War.[xv] The Yalta agreements merely reflected or were the culmination of the military situation in Europe and other prior understandings between the great powers.[xvi] Roosevelt did not oppose to the Soviet “sphere” from the outset because he wished for conducive condition for postwar peace among the Four Policemen.[xvii] He did not simply write off Eastern Europe to Stalin as often alleged.  Furthermore, Stalin wanted to maintain the postwar cooperation with the US and Britain as he perceived the former foes, Germany and Japan, as the potential challengers and he hoped that the US could help contain these two threats. Moreover, American aid would provide a “long breathing space” for the USSR to recover from wartime devastation.[xviii] However, Stalin could not make up his mind how to realize this objective. Stalin’s diplomatic inefficiency combined with the fluid situation in the region contributed to the American fear and provided an opportunity for the (US) policymakers to exaggerate the Soviet threats in order to advance their interests.

Truman administration deviated from the one-world view of Rooseveltian peace by setting the status-quo in Eastern Europe; it belonged to Soviet domination while the rest of the world would be the American private spheres. Thus, Eastern Europe was not the recipe for disaster of the end of alliance. If my calculation is accurate, the US was responsible for heightening tensions between the US and the USSR. Intentional writing off of Eastern Europe reflects American maneuver towards offensive policy. With the preponderance of power, the readiness of the atomic bomb, galvanized Truman and James Bryne to take an aggressive negotiating stance the Russians and to believe that they could impose their will, Arnold Offner neatly suggested.[xix]

Postwar missions the United States

            The United States came out of the Second World War by far the strongest power on earth. The motive that drove postwar American foreign policy was to protect and prosper capitalism as Walter Lafeber augued. Thomas McCormick’s argument in his book concurs with Lafeber’s thesis above, he points out that even before Pearl Harbor and American entrance into World War II, American and political business leaders had agreed that two things were necessary to breathe life and energy back into the world system and the United States was the only one who had capacity to see them done. First, the US replaced a declined Pax Britannica as a new hegemon, playing the dual role of judge and policeman in the system. The second thing was to restore economic expansiveness to the system racked and distorted by the Great Depression and an ensuing war.[xx]

After the war, Europe and Japan were massively devastated. Thus, the problems occurred. The major obstacle was the imbalance within the world system. American capitalism was too strong and that of other core countries too weak- a disequilibrium most acutely demonstrated by the so-called Dollar Gap, retarding the level of intra-core trading.[xxi] The US was forced by the logic of the economy to extend assistance to its former foes, Germany and Japan so that they became viable trading partners. It commenced turning Germany and Japan into “industrial workshop”[xxii] For Europe, the US policy centered on rebuilding economy and security via Marshall Plan and NATO respectively.

The division of Germany was not a result of geopolitical and security interests as we commonly understand. The mainstream view sees that the continuation of the four-power control of Germany would enable the USSR to sabotage German recovery, for example demand for war reparations and the control of the rich Ruhr[xxiii], and later undermine the Western alliance strength. Put in another word, the weakened and unified Germany with Soviet participation was not a good model. It might be absorbed into the Eastern bloc. The division was consequently inevitable;   divided Germany was more preferable than a unified one.

On the other hand, revisionists emphasized that the plan to recover and revive Germany preceded the Cold War seeing that it was regarded as an industrial workshop to preserve and expand international capitalism mentioned earlier. Under this consideration, Soravis has sharply pointed out that the American and Western policymakers felt that German unification was never an end in itself from the outset. The answer to their question is whether division or unification would better serve their vested interests.[xxiv]  Actually, the Soviet had no motivation to divide Germany. It could reap benefit a lot from the four-power control. The Soviet could have a foothold in coal-rich Ruhr and depend on American military because it would not be able to terminate Fascism in Germany on its own.[xxv] Moreover, it was willing to see Germany double-contained by the United States which France was willing to see at the same time. France feared the economy revival of Germany ad it joined the American initiative by reason of the desire to contain and shape Germany through European integration.[xxvi]

The Cold War was not a manly fight between the two equals. During and even before the Cold War, the USSR was powerful, but a “distant” second. At all points, it was inferior to the United States both economically and militarily. The American Gross National Product had grown from $209.4 billion in 1939 to 355.2 billion in 1945. That constituted half of the world’s good and services. Its businesses owned or controlled 59% of the world’s total oil reserves. American automobile production was eight times that of France, Britain, and Germany combined.[xxvii] On the military side, the United States first had the atomic bomb. In 1944-at its highest – aircraft production reached 95,000. The US had a vast lead not only on the Soviet Union, but American production even surpassed that of Germany and Japan combined. The Korean war was really a godsend for the United States as far as Acheson concerned,[xxviii] transforming the United States into a very different that it had ever been before; one with hundreds of permanent military bases abroad, a large standing army and a permanent national security at home.[xxix] A crisis that in Acheson’s subsequent words, “came along and saved us”; by that he meant that it enabled the final approval of NSC 68 and passage through the Congress of a quadrupling of American defense spending.[xxx] Military-industrial complex arose at unprecedented level. NSC 68 was also responsible for economic recovery of the advanced industrial economies like Japan and West Germany as well as revived the US economy.[xxxi] America’s preparedness on war mattered after NSC 68 was passed, moving toward globalism. Put in another word, the second half of the twentieth century, American allies were tied down by American bases and this was a project of containment, containing the US allies and its foes at the same time. The United States had turned the Westphalian image on its head. The United States possesses a near-monopoly of the use of force internationally.[xxxii] This form of empire is very innovative because it doesn’t depend on the acquisition of territories like the Great Empires in the past, but rather an empire of bases[xxxiii], which is not likely to be taught in any high school geography class.

Europe and America; Empire by Invitation

            American empire was so benign to Europe than any other region.[xxxiv] Latin American governments cooperated with the US in the hope for postwar economic aid. But there was no Marshall Plan for the backyard of the empire. The region received only $400 million between 1945 and 1950, which was a pittance.[xxxv]

In contrast, Western Europe got $17 billion in Marshall aid. For Europe, the US was willingly invited in. Britain spoke best fir this claim. Churchill government clearly favored both economic assistance and a strong US military presence in Europe. Britain gained most share of the aid, approximately $4.4 billion.[xxxvi] Definitely, the US did not give the money for free without hoping for something in return. The strings attached to the Marshall Plan limited Europe’s freedom of action. France had to agree to promote trade with the rest of the world and to discourage the setting up of regional trading blocs. The loan agreement of December 1945 contained even stronger clauses meant to promote freer trade. The Atlee government had to make the pound convertible with the dollar and in principle to agree on removing restrictions that discriminated against imports from the US.[xxxvii]

On Europe’s military invitation, after the ending of London meeting in the council of Foreign Ministers in December 1947, the British wanted to establish an agreement for regional military cooperation in Western Europe. Bevin and the British were not the only ones who tried to commit America quite closely in the defense problems of the Western Europe. Paul Henri Spaak interestingly surmised that any defense arrangements without including the United States were without practical value.[xxxviii] This goal was later realized by the formation of NATO.

The US promoted European integration[xxxix] in order to realize its major economic, ideological, and geopolitical objectives, not simply for the sake of the Europeans. American postwar project was not only to contain the USSR but also to contain America’s own allies and perpetuating its hegemony. There are five logical reasons why European integration was supported by American as Geir Lundestad points out as followings;

1)      to promote US “corporatist” system as a model

2)      to create a more rationally organized and efficient Europe

3)      to reduce the US’ financial burden

4)      a part of strategy to contain the USSR

5)      to contain Germany[xl]

Therefore, the Marshall plan was an economic dimension to revive and enmesh the Germany economy with other European states and to reorient the Germany economy away from Eastern Europe while NATO was the military tool to tie Germany down within the broader Atlantic framework and to pacify America’s European allies about Germany economic recovery.[xli] The United Sates wanted to control Western Europe but not by territorial acquisition but rather depending on law making, on setting the boundary expressible or independent action.[xlii]

Even though the Europeans were glad to see the US provide public goods for the postwar emerging order. They did not really enjoy being under the shadow of Pax Americana. Britain, dubbed America’s “loyal lieutenant”, envisioned itself as the organizer of the “Third Force” comprised of the Middle East, Africa, Britain and its dominions that would be independent of Moscow and Washington.[xliii] Bevin saw that possessing African colonies which had vast resources of essential minerals would give Britain leverage to contain the Soviets and escape from American economic domination.[xliv] However, Britain failed to deliver its attempt and conducted foreign policy towards Atlantic framework. During the Cold War, Europe had to balance between the two aims; reaching for greater autonomy and maintaining ties with the US.[xlv] And this is one of the four interrelated meanings of the Cold War according to Walter Lafeber; the ongoing struggle, dating back to the World War I and Paris Peace Conference, between the United States and the European countries to determine the kind of Europe that should evolve, and decide how great a role Americans will have in that determination.[xlvi]

Conclusion

            By rethinking the orthodox image of the Cold War, we could see that the United States was not a benevolent nation intent on making the world safe for all mankind. The American benevolence and triumphalism are eternally illusions. Revisionism helps us understand the myth of American diplomacy. William Appleman William, the dean to this school, sharply argued in The Tragedy of American Diplomacy that the nation’s (genuine?) idealism has been subverted by the imperial pursuit of power and capitalist greed.[xlvii] The Cold War consisted of two mechanisms: the containment project, providing security against both the enemy and the ally; and the hegemonic project, providing American leverage over the necessary resources of industrial rivals.[xlviii]

Did the Cold War really end? I guess it is really not as the world is still very much a prisoner of the past. The several dimensions of the Cold War are still present in the post-Cold War world. This question thus awaits further research.


[i] Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,” 2

[ii] Ibid.

[iii] Ibid.

[iv] Ibid.,3

[v] Soravis Jayanama, “ (Non) Key Thinkers in International Relations: Foucault, Zizek, Butler, Chomsky” (Bangkok: The Faculty of Political Science, Chulalongkorn University,2009), 152-156

[vi] Ibid., 156

[vii] Soravis Jayanama, “The United States, Globalization, and World Order.,”98

[viii] Ibid.

[ix] Quoted in Soravis Jayanama, “ (Non) Key Thinkers in International Relations: Foucault, Zizek, Butler, Chomsky.,” 154

[x] Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,” 11

[xi] Ibid.,5

[xii] See John Lewis Gaddis, We Now Know: Rethinking Cold War History” (Oxford; Clarendon Press, 1997)

[xiii]John Baylis and Steve Smith, eds., The Globalization of World Politics ( New York: Oxford University Press, 2011), 56

[xiv] Ibid., 57

[xv]  Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,”6

[xvi] For example, the Italian and Rumanian precedents of 1942 and the Tolstoy meeting between Churchill and Stalin in 1944

[xvii]  Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,”7

[xviii] Ibid., 8

[xix] Ibid., 9

[xx] Thomas McCormick, “Crisis, Commitment, and Counter Revolution, 1945-1952,” in America in Vietnam, eds. William Appleman Williams et al. (New York and London: W.W. Norton and Company, 1989), 46

[xxi] Ibid., 47

[xxii] Kullada Kesboonchu Mead, “A revisionist history of Thai-US relations,” in Asian Review 2003, ed. Kullada Kesboonchu Mead (Bangkok: Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University, 2003), 47

[xxiii]  Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,”23

[xxiv] Ibid., 23

[xxv] Ibid., 24

[xxvi] Ibid., 24

[xxvii] Geir Lundestad, “Empire by Invitation? The United States and Western Europe:1945-1952,” in Journal of Peace Research, Vol. 23, no. 3 (1986), 264

[xxviii]  Kullada Kesboonch Mead, “ A revisionist history of Thai-US relations,” in Asian Review2003, ed. Kullada Kesboonchu Mead (Bangkok: Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University,2003), 54

[xxix] Bruce Cumming, “The Korean War: A History” (New York: Modern Library, 2010), 208

[xxx] Ibid.,210

[xxxi] Ibid.,216

[xxxii]John Ikenberry, “Illusions of Empire: Defining the New American Order” Foreign Affairs, March/April, 2004,3

[xxxiii]Ibid.,5

[xxxiv] In the third world, the United States instead supported the elites and the conservatives of the old order to crack down on labor unions and the left to make American private capital flourish. In the eye of the US elites, government’s direct responsibility to the welfare of its own people is considered as a “virus” that undermines condition for capitalism to develop and infects the whole region like domino. Structural violence- forcefully maintained by local and American elites served as a fuel for revolutions. See Noam Chomsky, What Uncle Sam Really Wants (Berkeley CA; Odonian Press, 1992)

[xxxv]  Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,”21

[xxxvi]  Geir Lundestad, “Empire by Invitation? The United States and Western Europe:1945-1952.,” 269

[xxxvii]Ibid., 268

[xxxviii] Ibid., 8

[xxxix] Even though one scholar interestingly suggested that the EU and the US are totally different. The former lives in a Kantian world of perpetual peace while the latter is in a Hobbesian world. Europe is turning away from power, moving into a self-contained world of laws, rules, transnational negotiations and cooperation. Meanwhile, the US remains mired in history, believing that the possession and the use of military means are the cornerstone for true security and the promotion of liberal order. This absolute dichotomy between the European paradise and American power seem to be overstated. In fact, they share fundamentally many ideas and practices in a broader context of political economy. The EU adopted the construction of Neoliberalism under the aegis of American empire. See   See Robert Kagan Of Paradise and Power: American and Europe in the New World Order (New York: Alfred A. Knopf, 2003) and Surat Horachaikul and Jittipat Poonkham, “Kantian Europe or Neoliberal Europe?”, in Asia and Europe: Dynamic of Inter-and Intra –Regional Dialogues, eds Jose Luis de Sales Marques, Reimund Seidelmann and Andreas Vasilache ( Baden-Baden, Germany: Nomos Verlagsgesellschaft,2009) , pp 143-164

[xl] Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,” 26

[xli] Ibid.

[xlii] Ibid.

[xliii] Ibid., 13

[xliv] Ibid.

[xlv] Ibid., 27

[xlvi] Ibid., 33

[xlvii] John Ikenberry, “Illusions of Empire: Defining the New American Order.,” 2

[xlviii] Soravis Jayanama, “Rethinking the Cold War and the American empire.,” 10

 
1 Comment

Posted by บน พฤศจิกายน 26, 2011 in Uncategorized

 

พาเหรดของการปกป้องต่อสินค้าเกษตรไทยในสหภาพยุโรป โดย ณัฐนันท์ คุณมาศ

ดร. ณัฐนันท์ คุณมาศ

บทนำ

บทความนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การศึกษาปัจจัยการเมืองในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะในเรื่องการปกป้องทางการค้า เป็นภาระสำคัญของนักรัฐศาสตร์[1]   ในกรณีการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังสหภาพยุโรป (European Union-EU) ประเทศไทยต้องประสบกับการปกป้องทางการค้าหลายรูปแบบและซับซ้อน หรือเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน จนแทบจะเรียกว่าสวนสนามเลยทีเดียว ซึ่งผู้เขียนต้องการจัดประเภทนโยบายปกป้องทางการค้าตามลักษณะเครื่องมือและการทำงานของเครื่องมือต่างๆให้ผู้กำหนดนโยบายรับทราบและสามารถรู้ทันการปกป้องทางการค้าที่แอบแฝงและแทรกซึมเข้ามาในโลกปัจจุบัน

ในการแก้ไขข้อพิพาททางการค้ากับสหภาพยุโรปในเรื่องสินค้าเกษตรนั้น ประสบปัญหาในหลายระดับ  ประการแรก โดยทั่วไปสินค้าเกษตรมักเจออุปสรรคทางการค้ามากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้ประเทศพัฒนาแล้วมักมีภาคเกษตรกรรมขนาดเล็กและต้องการใช้มาตรการปกป้องเพื่อคงไว้ซึ่งอาชีพของบุคลากรทางการเกษตร เพราะการมีเสบียงอาหารสำรองในยามที่ประสบภาวะวิกฤตหรือศึกสงครามยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ประการที่สอง ผู้เจรจาทางการค้าของไทยยากที่จะเปลี่ยนจุดยืนของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)ในฐานะผู้จัดการนโยบาย (policy entrepreneur) (see Hix, 2005; Nugent, 2006) ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป  เพราะคณะกรรมาธิการยุโรปจะกล่าวอ้างบ่อยครั้งว่าได้รับมอบหมายจากรัฐสมาชิกให้มาเจรจาในประเด็นและความต้องการเฉพาะ และไม่อยู่ในอำนาจที่จะยืดหยุ่นหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือจุดยืนได้  หรือที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ นายเกริกไกร จีระแพทย์ ได้เรียกการทำงานในลักษณะนี้ว่า “structural rigidity” (เกริกไกร, 2005) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรปยากลำบากกว่าการเจรจากับชาติอื่นๆในระดับทวิภาคีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าเกษตร

ประการต่อมา ผู้เจรจาทางการค้าของไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยทางอาณานิคมของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป เพราะการให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการตัดสินใจในนโยบายต่างๆ ยังเอื้อประโยชน์ให้อดีตประเทศอาณานิคมซึ่งจะได้กล่าวต่อไป  นอกจากนั้นยังมีเรื่องปลีกย่อยทางข้อปฏิบัติทางเทคนิคและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สหภาพยุโรปใช้ความชำนาญที่เหนือกว่าไทยมาเป็นการปกป้องทางการค้าในกรณีที่ผู้กำหนดนโยบายทางฝั่งไทย ไม่ได้รับข้อมูลที่เท่าทันเทคโนโลยีเหล่านั้น โดยสรุปแล้ว ประเด็นการปกป้องทางการค้าเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อผู้กำหนดนโยบาย ที่นอกจากต้องมีความสามารถในการเจรจาแล้ว ยังต้องมีความรู้หรืออาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาด้วย

 

 นำเสนอการวิเคราะห์และจัดประเภทนโยบายการปกป้องทางการค้า

การปกป้องทางการค้า (trade protectionism) ได้ถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นการใช้นโยบายหรือเครื่องมือต่างๆเข้าแทรกแซงทางการค้าเพื่อจำกัดปริมาณการนำเข้าจากนอกประเทศ (Bannock et al., 2003: 314) กล่าวโดยรวมคือเป็นนโยบายจำกัดการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีหลายรูปแบบและวิธีการ (Colombatto, 2000: 279) ดังนั้นนโยบายการปกป้องทางการค้าจึงเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับระบบตลาดเสรีอย่างสิ้นเชิง เพราะตลาดเสรีไม่ต้องการให้มีอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาดเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ว่าประเทศนั้นๆจะใช้นโยบายปกป้องทางการค้ามากหรือน้อยกว่า เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (economic liberalism) และเศรษฐกิจแบบชาตินิยม (economic nationalism) ในบางครั้งดำเนินนโยบายสวนกระแสกัน โดยเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมซึ่งน่าจะสนับสนุนนโยบายที่ค่อนเปิดกว้าง กลับสนับสนุนการปกป้องสินค้าบางประเภท นักทฤษฎีทางเสรีนิยมอย่างเช่น อดัม สมิธ (Adam Smith) เองก็สนับสนุนการปกป้องทางการค้า โดยอ้างเหตุผลในการใช้นโยบายปกป้องเพื่อสนับสนุนนโยบายทางความมั่นคง เช่น การปกป้องสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการใช้ผลิตอาวุธ และการปกป้องเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมที่เกิดใหม่ (infant industry) ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจแบบชาตินิยมที่น่าจะใช้นโยบายปกป้องทางการค้ามากที่สุด นักทฤษฎีทางชาตินิยมอย่าง ฟรีดริค ลิสต์ และ อเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน (Friedrich List and Alexander Hamilton) กลับเห็นว่าควรใช้การปกป้องทางการค้าเท่าที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ใช้กับประเทศด้อยพัฒนา (Least-developed countries—LDCs) ที่ยังพัฒนาแข่งขันสู้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ได้ (Harlen, 1999)

วัตถุประสงค์ของการปกป้องทางการค้านั้นมักจะถูกมองว่าเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก   โดยทั่วไปการปกป้องทางการค้าแบบภาษีนำเข้าเป็นรายได้หลักของรัฐบาลในหลายประเทศ  นอกจากนั้นผู้กำหนดนโยบายมักให้เหตุผลว่า มาตรการปกป้องกระทำไปเพื่อให้ผู้ผลิตและอุตสาหกรรมภายในประเทศได้เจริญเติบโตและแข่งขันได้ ในกรณีสินค้าเกษตรจากประเทศกำลังพัฒนาถูกปกป้องอย่างมากในตลาดยุโรป  รัฐบาลสมาชิกและสหภาพยุโรปมักอ้างว่ามาตรการปกป้องเป็นการคุ้มครองภาคการเกษตรของยุโรปซึ่งยังผลิตสินค้าในต้นทุนที่สูงกว่า จึงทำให้เหมือนว่าสหภาพยุโรปมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งแน่นหนาในการป้องกันสินค้าจากภายนอก(Fortress Europe) จึงไม่สามารถเปิดตลาดเพื่อแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าจากประเทศกำลังพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางการเมืองของนโยบายปกป้อง ก็สามารถมองได้จากระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีภาคธุรกิจและกลุ่มเกษตรกร ใกล้ชิดกับข้าราชการและผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ประกอบกับการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้งที่ใช้ต้นทุนสูง การปกป้องทางการค้าจากภายนอกเพื่อไม่ให้แข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกันกับสินค้าภายในประเทศอาจมองได้ว่าเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้แก่ภาคธุรกิจและกลุ่มเกษตรกรนั้นๆที่จะสนับสนุนการเลือกตั้งของฝ่ายการเมืองในครั้งต่อไป

การปกป้องทางการค้าเป็นนโยบายที่ปฎิบัติกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน ในอดีตที่เห็นได้ชัดคือในศตวรรษที่ 19 ขณะที่อังกฤษเป็นจักรวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยนั้น  อังกฤษเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมตามรอยงานเขียนของ อดัม สมิธ ในปี 1776 เรื่อง An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations แต่ในภายหลัง จักรวรรดิอังกฤษได้กลับลำหันมาใช้นโยบายปกป้องทางการค้าเพื่อปกป้องสินค้าเกษตรภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างปีค.ศ. 1815 – 1846 ได้ใช้กฎหมายที่จำกัดการนำเข้าข้าวโพดจากภายนอกซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพาณิชยนิยม (mercantilism) ของอังกฤษ  นโยบายเก็บภาษีนำเข้าข้าวโพดได้รับการต่อต้านจากนักวิชาการเป็นอย่างมาก โดย เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยมได้สนับสนุนการจัดตั้งสันนิบาตต่อต้านกฎหมายว่าด้วยภาษีนำเข้าข้าวโพด (anti – Corn Law League) (Pickering and Tyrrell, 2000)

นโยบายการปกป้องทางการค้ามีหลากหลายประเภทโดยเฉพาะอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non tariff barrier—NTB) ในทศวรรษที่1970 การเจรจารอบโตเกียวของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดภาษีศุลกากรและการค้า หรือ แกตต์ (General Agreements on Tariffs and Trade—GATT) ได้มีการยกประเด็นอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีและทำบัญชีรายชื่ออุปสรรคทางการค้าต่างๆได้มากกว่าร้อยรายการ (Colombatto, 2000; Shutt, 1985) ซึ่งอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน อันเป็นผลให้ประเทศต่างๆปกป้องตลาดของตนเองโดยใช้เครื่องมือที่แอบแฝง (disguised trade barrier) มากกว่าการใช้ภาษีศุลกากรโดยทั่วไป (tariff barrier—TB) อาทิเช่น  มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping) มาตรการภาษีเพื่อตอบโต้การอุดหนุนการส่งออก (countervailing duty—CVD)  กฎระเบียบและพิธีการในการนำเข้า และมาตรฐานทางด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย

มีข้อสงสัยว่าทำไมการปกป้องทางการค้ายังปฎิบัติกันอย่างแพร่หลายทั้งๆที่มีกลไกของแกตต์ และ องค์การการค้าโลก (World Trade Organization—WTO) ซึ่งทั้งสององค์กรพยายามให้รัฐสมาชิกเปลี่ยนอุปสรรคที่แอบแฝงเหล่านี้เป็นภาษี (tariffication process) ให้ได้มากที่สุดเพื่อความโปร่งใสและง่ายต่อการควบคุม

คำตอบก็คือ ข้อตกลงแกตต์ ได้เปิดช่องให้รัฐสมาชิกใช้การปกป้องทางการค้าอยู่หลายประการ แกตต์ Article ที่19 paragraph 1(b) อนุญาตให้ใช้มาตรการปกป้องเมื่อสินค้านำเข้านั้นๆจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ ประเทศผู้นำเข้ามีสิทธิที่จะปกป้องทางการค้าเพื่อเยียวยาความเสียหายข้างต้น (Fisher et al., 2006: 164) แกตต์ Article 20(b) ก็อนุญาตให้รัฐสมาชิกจำกัดการนำเข้าเพื่อคุ้มครองสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และพันธุ์พืช ตราบเท่าที่มาตรการนั้นไม่เป็นการปกป้องทางการค้า (OECD, 2003: 80) ดังนั้นข้อยกเว้นและช่องโหว่ของแกตต์ จึงเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศดำเนินนโยบายและตีความตามอำเภอใจ (unilateral practice) และมีทางเลือกในการใช้มาตรการปกป้องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปกป้องทางการค้าแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และสุขอนามัยซึ่งมีความคลุมเครือระหว่างเป็นการปกป้องสวัสดิภาพของประชาชนหรือเป็นการปกป้องสินค้าจากภายนอก  ดังนั้นความสำเร็จที่กล่าวอ้างของแกตต์ และองค์การการค้าโลก ในการลดระดับภาษีในการค้าระหว่างประเทศลงอย่างมหาศาล ได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นเพราะรัฐสมาชิกหันไปใช้มาตรการปกป้องอื่นที่ไม่ใช่ภาษีนั่นเอง (Shutt, 1985)

การปกป้องทางการค้าในกรณีของสินค้าเกษตรไทยในสหภาพยุโรปในบทความนี้ เสนอให้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 3 ประเภท ได้แก่ การปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิม (old protectionism) การปกป้องทางการค้าแบบใหม่ (new protectionism) และการปกป้องทางการค้าโดยการใช้ความไม่เชื่อมั่นของสาธารณะ (scare protectionism) โดยจะต้องมีความเข้าใจตรงกันว่าคำว่า ‘old’ และ  ‘new’ ไม่ได้หมายความในลักษณะเงื่อนเวลา (chronological senses) หรืออีกนัยหนึ่ง การปกป้องทางการค้าแบบใหม่ไม่ได้เข้าไปแทนที่แบบดั้งเดิม แต่หมายถึงเป็นเครื่องมือและมาตรการที่ได้รับการพัฒนามากขึ้น  หรือเป็นมาตรฐานและข้อปฏิบัติที่มีเป้าหมายแอบแฝงในการปกป้องทางการค้า ส่วนการปกป้องทางการค้าประเภทสุดท้ายที่เกิดจากการทำลายภาพลักษณ์ของสินค้าอาจถูกนำมาใช้เป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่ได้รับการใส่ใจจากผู้กำหนดนโยบายว่าจะมีผลกระทบต่อการค้าได้เช่นเดียวกัน

การจัดประเภทการปกป้องทางการค้าในลักษณะนี้ผู้เขียนต้องการตอบสนองแนวโน้มทางการค้าระหว่างประเทศที่มีการปกป้องตลาดภายในมากขึ้นและปัญหาที่มาจากกระบวนการโลกาภิวัฒน์ (globalisation) และจากการพัฒนาในสมัยใหม่อย่างสะท้อนกลับ (reflexive modernisation) โดยเน้นการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม (see Natthanan, 2008) ตัวอย่างเช่น สินค้าเกษตรในโลกปัจจุบันได้มีการค้าขายระหว่างกันในปริมาณที่มากขึ้น  การปฎิวัติทางการเกษตร (Green Revolution) และการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นในการผลิตก็มีผลต่อคุณภาพสินค้าและสุขอนามัยของผู้บริโภค ทำให้การพัฒนาทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรอาจเกิดผลกระทบในด้านลบ (negative externalities) ได้ อาทิเช่น สารเคมีปนเปื้อนในสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรม  สารตกค้างในอาหารอันเป็นผลมาจากยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือยารักษาโรคสัตว์ และโรคที่มีที่มาจากอาหาร (food–borne illnesses) ดังนั้น กรณีของความเสี่ยงจากการพัฒนา (modernised risks) เป็นความเสี่ยงที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะ (technocratic  risks) ในการคาดการณ์และแก้ปัญหา

ดังนั้นจากเหตุผลการปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและภาคเอกชนของประเทศให้แข่งขันได้ ได้มีการเพิ่มเติมเหตุผลทางสวัสดิภาพของประชาชนเข้ามาด้วย และในขณะเดียวกัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้กำหนดนโยบายตามความรู้ใหม่ไม่ทัน และใช้ธรรมชาติที่ไม่แน่นอนของวิทยาศาสตร์ ที่ต้องมีการค้นคว้าวิจัยอยู่เสมอมาเป็นการปกป้องทางการค้า นอกจากนั้นความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของสินค้าและความโปร่งใสของประเทศผู้ส่งออกก็เป็นตัวกำหนดทางเลือกของผู้บริโภคและกำหนดนโยบายของประเทศผู้นำเข้า ดังกรณีการปกป้องทางการค้าโดยใช้ความหวั่นใจจากสาธารณะ

 

การปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิม (Old protectionism) และความสัมพันธ์กับปัจจัยทางอาณานิคมของยุโรป

การปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิมในบทความนี้ คือการปกป้องทางการค้าที่มุ่งจำกัดปริมาณทางการค้า(trade-oriented protection) การปกป้องทางการค้าประเภทนี้เป็นจำพวกที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และได้รับการยอมรับในข้อตกลงแกตต์และหมู่สมาชิกองค์การการค้าโลก ถึงแม้ว่าในหลักการไม่ตรงกับแนวทางการค้าเสรีและข้อตกลงแกตต์ แต่เนื่องจากข้อตกลงของแกตต์ได้กำหนดข้อยกเว้นให้ใช้นโยบายปกป้องทางการค้าหลายประการดังที่กล่าวมาแล้ว

การปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิม หมายรวมถึงการใช้นโยบายแทรกแซงทางการค้า (trade intervention) และการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้า (trade preferences) เช่นระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีและศุลกากร (Generalised System of Preference—GSP) ซึ่งเครื่องมืออย่างหลังนี้ดูเหมือนน่าจะเอื้อประโยชน์ทางการค้ามากกว่าเป็นการปกป้อง แต่ที่จริงแล้วเครื่องมือนี้กลายเป็นการปกป้องต่อประเทศที่อยู่ภายนอกอภิสิทธิ์นั้น ซึ่งโครงการมักจัดทำขึ้นภายใต้ปัจจัยทางอาณานิคมและทำให้เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (trade blocs) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การแทรกแซงทางการค้า (trade intervention) สามารถมองได้เป็น 3 ประเภทได้แก่ มาตรการทางภาษีศุลกากร (tariff barrier—TB) มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและใช้เป็นนโยบายตอบโต้มาตรการการปกป้องทางการค้าจากประเทศคู่ค้า (retaliatory measures) มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและใช้เพื่อจำกัดปริมาณการส่งออก (quantitative restrictions) มาตรการทางภาษีศุลกากรได้แก่ภาษีนำเข้าทั่วไป (import duty)และภาษีนำเข้าที่มีการปรับอัตราอยู่เป็นระยะๆ (variable levies) เพื่อทำให้สินค้านำเข้ามีราคาที่แพงกว่าสินค้าภายในประเทศเมื่อบวกอัตราภาษีเข้าไปด้วย มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและใช้เป็นนโยบายตอบโต้ประเทศคู่ค้า นั้นได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดซึ่งเป็นการตอบโต้การใช้งบประมาณการทุ่มตลาดจากประเทศคู่ค้าและภาษีที่ตอบโต้การอุดหนุนการส่งออกของสินค้าภายในประเทศ (Countervailing duty—CVD)

กรณีศึกษาที่สำคัญของสินค้าเกษตรไทยในยุโรปคือ มาตรการที่ไม่ใข่ภาษีและใช้จำกัดปริมาณการส่งออกที่เรียกว่า การจำกัดปริมาณการส่งออกโดยสมัครใจ (voluntary export restraint—VER) ความแตกต่างของมาตรการนี้กับการจำกัดปริมาณการส่งออกโดยทั่วไปหรือโควต้า (Quota) คือ โควต้าอยู่ภายใต้การควบคุมของแกตต์และองค์การการค้าโลก ได้รับการยกเว้นให้ปฎิบัติได้ในกรณีที่ประเทศสมาชิกอ้างเหตุผลว่า สินค้านำเข้านั้นจะทำให้ผู้ผลิตและอุตสาหกรรมในประเทศแข่งขันไม่ได้ อันจะนำไปสู่การสิ้นสุดของภาคการผลิตนั้นในที่สุด การจำกัดปริมาณการส่งออกโดยสมัครใจก็ถือว่าเป็นโควต้าประเภทหนึ่ง แต่เป็นข้อตกลงในระดับทวิภาคีระหว่างประเทศผู้นำเข้าและประเทศผู้ส่งออกเท่านั้น เพื่อกำหนดปริมาณที่สามารถส่งออกได้ในแต่ละปีและกำหนดอัตราภาษีที่สูงมากในปริมาณที่ส่งออกเกินเพดานที่กำหนด (Shaffer, 2006) มาตรการนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆเพราะอยู่นอกการควบคุมของแกตต์ และ องค์การการค้าโลก และกลายเป็นการปกป้องทางการค้าโดยแอบแฝงซึ่งถือกำเนิดมาจากประเทศอเมริกาและยุโรปตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 (Zhou & Vertinsky, 2002: 227-228) ถึงแม้การจำกัดปริมาณการส่งออกต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ ส่วนใหญ่มาตรการนี้มักถูกใช้เป็นการบังคับกลายๆจากประเทศที่มีอิทธิพลมากกว่า ต่อประเทศเล็กๆหรือประเทศกำลังพัฒนา เมื่อสภาวะอำนาจของประเทศคู่ค้าไม่เท่าเทียมกัน ประเทศเล็กมักถูกบังคับให้ลงนามในข้อตกลงทวิภาคีนี้ ดังกรณีศึกษาที่จะได้แสดงต่อไป

ในกรณีของไทยได้เคยลงนามในข้อตกลงจำกัดปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังระหว่างปีพ.ศ.2522 – 2541กับสหภาพยุโรปตั้งแต่สมัยประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community – EEC)  การเมืองในประเทศก็มีส่วนผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในภาระจำยอมของข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม การลงนามของไทยในขณะนั้นเกิดจากความเกรงกลัวของรัฐบาลไทยต่อประชาคมเนื่องจากไทยยังไม่ได้เป็นภาคีของแกตต์และการปฎิเสธ การลงนามอาจเปิดโอกาสให้ประชาคม ใช้ภาษีต่อสินค้ามันสำปะหลัง ในระดับที่สูงกว่าของแกตต์ก็ได้ แต่เมื่อไทยได้เข้าเป็นสมาชิกของแกตต์แล้ว  รัฐบาลยังเกรงว่าอำนาจต่อรองของประเทศมีน้อยเมื่อเทียบกับประชาคม  และประชาคมจะหันไปนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศอื่นแทนถ้าปฏิเสธการลงนาม  จึงยอมขยายระยะเวลาข้อตกลงออกไปอีกซึ่งรวมแล้วเป็นระยะเวลาทั้งหมดเกือบ 20 ปี

การลงนามนี้มีความเป็นมา ในทศวรรษที่ 1960 เมื่อบริษัทผลิตอาหารสัตว์ในประชาคม ได้ค้นพบว่ามันสำปะหลังสามารถเป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ทดแทนข้าวบาร์เลย์และธัญพืชอื่นๆที่มีราคาสูงกว่ามาก อีกทั้งมันสำปะหลังยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญต่อสัตว์ด้วย (Somboon, 1998; Nipon et al., 1993) ภายหลังบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ในยุโรปจึงนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในขณะนั้นไทยมีศักยภาพการผลิตสูงที่สุดในโลก ต่อมาคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ในสมัยนั้นได้รับแรงกดดันจากเกษตรกรผู้ปลูกธัญพืชในยุโรปที่ไม่สามารถขายผลผลิตที่แพงกว่าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเกษตรกรทางธัญพืชได้รับเงินอุดหนุนแต่ดั้งเดิมเป็นจำนวนมากจากนโยบายเกษตรร่วม (Common Agricultural Policy—CAP) เมื่อมีการนำเข้ามันสำปะหลังแปรรูปจากไทย ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องช่วยพยุงราคาธัญพืชมากกว่าเดิม จึงออกนโยบายการจำกัดปริมาณการส่งออกจากไทยและกล่าวว่า มันสำปะหลังนำเข้าเป็นปัจจัยที่ทำลายเสถียรภาพของตลาดธัญพืชของยุโรป (Somboon, 1998)

ข้อสังเกตที่เป็นการปกป้องและแม้แต่เป็นการกีดกันทางการค้า (trade discrimination) คือ ประการแรกปริมาณที่อนุญาตให้ไทยส่งออกมันสำปะหลังมายังยุโรปมีปริมาณลดลงทุกปี ในขณะที่โควต้าของอินโดนีเซียและบราซิลกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาบนพื้นฐานที่ว่า ไทยมีศักยภาพการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก และหลังจากการบังคับใช้ข้อตกลงจำกัดปริมาณาการส่งออกเห็นได้ชัดเจนว่า อินโดนีเซียและบราซิลไม่สามารถส่งออกได้ถึงครึ่งของปริมาณที่ได้รับอนุญาตจากยุโรป โดยเฉพาะบราซิลไม่สามารถส่งออกได้ถึงร้อยละ1 ของโควตาที่ได้รับ (เกริกไกร, 1985) ประการที่สอง ประชาคมไม่เคยยอมรับว่าไทยคือผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกและจัดให้คุณภาพมันสำปะหลังของไทยมีคุณภาพรองมาจากอินโดนีเซีย ดังนั้นจุดยืนของประชาคมสวนกระแสของการผลิตมันสำปะหลังโลก และปริมาณและคุณภาพที่ส่งออกได้จริง ทั้งนี้ปัจจัยทางด้านอาณานิคมก็สามารถนำมาวิเคราะห์ในกรณีอินโดนีเซียและบราซิลที่ยังมีสายสัมพันธ์กับอดีตประเทศแม่ในยุโรปที่มีอิทธิพลต่อคณะกรรมาธิการยุโรปในการกำหนดนโยบายช่วยเหลืออดีตประเทศอาณานิคมที่เกี่ยวข้อง (Davenport, 1986) ประการสุดท้าย กากข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ทดแทนธัญพืชของยุโรปในการผลิตอาหารสัตว์เช่นเดียวกัน กลับไม่ได้ถูกจำกัดในการเข้าสู่ตลาดยุโรป เนื่องจากการเจรจาแกตต์รอบดิลเลียน (GATT Negotiations Dillion Round) สหรัฐอเมริกาได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าจะตอบโต้ทางการค้า ถ้ายุโรปจำกัดการนำเข้าข้าวโพดของตน (Davenport, 1986) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาวะอำนาจและอิทธิพลที่แตกต่างระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาทำให้สหภาพยุโรปมีนโยบายต่อสินค้าธัญพืชจากสองประเทศที่แตกต่างกัน

ในการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีโดยทั่วไปหรือ (Generalised System of Preferences – GSP) หรือจีเอสพี ซึ่งเกิดขึ้นจากปัจจัยทางอาณานิคมในอดีต ถึงแม้ว่าภายหลังประเทศเหล่านี้จะได้รับเอกราช อภิสิทธิ์เหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศหุ้นส่วน (associated preference system) หรือโครงการการให้สิทธิพิเศษแก่อดีตประเทศอาณานิคม (post – colonial preference schemes) (Coleman et al., 2004; Brysk et al., 2002)  เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ยังต้องพึ่งพิงตลาดจากประเทศเมืองแม่และประเทศพัฒนาแล้วดังเช่นกรณีตลาดสินค้าเกษตรในยุโรป สนธิสัญญาก่อตั้งประชาคมยุโรป (Treaty of Rome) ก็สนับสนุนให้รวมประเทศอาณานิคมเดิมของประเทศในยุโรปเข้ามาอยู่ในโครงการหุ้นส่วนต่างๆ (partnership programmes and association treaties) เพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านั้นทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

ในกรณีของประเทศไทยซึ่งไม่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศใด  จีเอสพีของสหภาพยุโรปได้สร้างเงื่อนไขในการปกป้องตลาดโดยการเปิดโอกาสให้ค้าขายในยุโรปอย่างไม่เท่าเทียมกัน  ซึ่งขัดกับหลักการจีเอสพี ซึ่งควรให้สิทธิพิเศษโดยทั่วไป (generalised) กับทุกประเภทสินค้าไม่มีเงื่อนไขผูกมัด (non – reciprocal) หรือหวังผลตอบแทนและไม่เป็นการแบ่งแยก (non-discriminatory) กับบางประเทศ (UNCTAD, 2002a) นอกจากนั้น จีเอสพีมีเงื่อนไขอื่นๆเป็นข้อแลกเปลี่ยนด้วยเช่น มาตรฐานทางด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม นโยบายทางด้านสิทธิมนุษยชน และนโยบายการปราบปรามยาเสพติด จีเอสพีจึงกลายเป็นมาตรการปกป้องสำหรับผู้ที่อยู่ภายนอกการให้สิทธิพิเศษนั้นและปัจจัยทางประวัติศาสตร์นี้ทำให้ประเทศไทยดูจะเสียเปรียบในตลาดยุโรปมากกว่าที่อื่น

ระบบการให้จีเอสพีในระยะแรกเริ่ม  สหภาพยุโรปมีการจัดลำดับขั้นของประเทศที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ (hierarchies of trade preferences) มากน้อยแตกต่างกันไปตามปัจจัยความใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปหรือปัจจัยทางอาณานิคม (Davenport, 1986) และเป็นที่น่าเชื่อว่า การจัดลำดับขั้นนี้ยังมีอิทธิพลกับความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิกในยุโรปและประเทศภายนอกจนถึงปัจจุบัน โดยสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับประเทศสมาชิกในยุโรปและกลุ่มประเทศเขตการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Area – EFTA) เป็นอันดับแรกตามมาด้วยกลุ่มประเทศ     อัฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิกหรือเอซีพี (African Caribbean and the Pacific Group of States -  ACP) กลุ่มประเทศเมดิเตอร์เรเนียน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ใกล้ชิดเช่น ประเทศในอเมริกาใต้และประเทศในเอเชียที่เคยเป็นอาณานิคมและรั้งท้ายของลำดับขั้นคือ ประเทศไทย

ในกรณีของประเทศไทยที่ถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีในสินค้าประมง ผักและผลไม้ และอาหารแปรรูปที่ส่งออกไปยุโรปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 (Bureau of International Economics and Trade Research, 1999) ไทยจึงอยู่ภายนอกโครงการสิทธิพิเศษนั้นในรายสินค้าที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นการตัดสิทธิพิเศษที่เคยให้แก่ไทยเป็นไปตามเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผล โดยคณะกรรมาธิการยุโรปให้เหตุผลว่าได้ใช้การคำนวณค่าดัชนีการพัฒนา (development index—DI) เปรียบเทียบกับค่าดัชนีความชำนาญเฉพาะ (specialization index—SI) ซึ่งมีการคำนวณที่ซับซ้อนและกำหนดโดยคณะกรรมาธิการ ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นชัดเจนในสินค้ากุ้งซึ่งเคยพึ่งพิงจีเอสพีเกือบทั้งหมดและไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวที่ถูกยกเลิกสิทธิพิเศษนี้ ทั้งๆที่มีส่วนแบ่งในตลาดน้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งโดยปกติสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษจะต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 25 (UNCTAD, 2002b) และภายหลังการตัดจีเอสพี ส่วนแบ่งตลาดของกุ้งไทยในยุโรป เหลือเพียงแค่ร้อยละ 1-5 เท่านั้น  ประการต่อมา  การจัดให้กุ้งรวมอยู่กับสินค้าประมงอื่นที่มีส่วนแบ่งในตลาดยุโรปมาก  เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  เพราะการผลิตกุ้งใช้การเพาะเลี้ยงมากกว่าการจับโดยเรือประมงขนาดใหญ่เหมือนสินค้าประมงอื่น  ดังนั้นสินค้ากุ้งจึงเกี่ยวพันกับเกษตรกรรายย่อยมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่  นอกจากนั้นถ้าใช้ดัชนีทางรายได้ประชาชาติเป็นตัวตัดสินการลดภาอัตราภาษีศุลกากร รายได้ประชาชาติของไทยต่ำกว่ามาเลเซีย แต่มาเลเซียยังคงได้รับสิทธิพิเศษในสินค้ากุ้ง ซึ่งแสดงว่าสิทธิพิเศษที่ประเทศมหาอำนาจได้จัดสรรมักให้อภิสิทธิ์กับอดีตอาณานิคมของตน

ปัจจัยความใกล้ชิดกับอดีตประเทศอาณานิคมนั้น นอกจากเป็นผลในทางลบแก่ไทยในฐานะประเทศที่ไม่เคยอยู่ภายใต้อานัติใครแล้ว ยังไม่ได้เป็นผลดีแก่ผู้บริโภคในยุโรปซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ซึ่งต้องซื้อสินค้าคุณภาพเดียวกันหรือต่ำกว่าจากประเทศอื่นในราคาที่แพงกว่าเมื่อบวกกับภาษีที่เกิดจากนโยบายปกป้อง   ในกรณีของน้ำตาลและสินค้าที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น  สับปะรดกระป๋อง  ผู้บริโภคในยุโรปต้องจับจ่ายแพงกว่าราคาของตลาดโลกถึงร้อยละ 400 เพื่ออุดหนุนสินค้าของกลุ่มประเทศเอซีพี (Ammar, 2000) นอกจากนั้นการที่ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษในสินค้ากุ้งตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 – 2548 ทำให้ผู้บริโภคและผู้นำเข้าขาดวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากไทย และต้องนำเข้ากุ้งจากอดีตอาณานิคมในทวีปอเมริกาใต้โดยเฉพาะบราซิล เอกวาดอร์ มากขึ้น  ในกรณีของการลงนามของไทยในข้อตกลงการจำกัดปริมาณโดยสมัครใจในสินค้าจากมันสำปะหลังที่กล่าวมาก่อนหน้า  ผู้ผลิตสินค้าอาหารสัตว์ในยุโรปที่เคยได้วัตถุดิบมันสำปะหลังที่ราคาถูกกว่าจากไทยจะต้องไปซื้อธัญญพืชอื่นในยุโรปที่มีราคาสูงมากจากเงินอุดหนุนในนโยบายเกษตรร่วมมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์  อันเป็นผลจากนโยบายการจำกัดปริมาณของสหภาพยุโรป   ผลต่อมาก็คือ อาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ราคาสูง  ซึ่งเป็นภาระที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ ดังนั้นนโยบายของสหภาพยุโรปซึ่งกำหนดโดยคนจำนวนน้อยคือ คณะกรรมาธิการยุโรปและกลุ่มผู้นำในแต่ละประเทศไม่ได้ตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติทางด้านเศรษฐกิจและสรรหาอาหารที่ราคาถูกและมีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเหล่านั้น  เพราะจากการศึกษากรณีการปกป้องทางการค้าที่มีต่อสินค้าเกษตรไทย  ผลลัพธ์ได้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ผลิตในประเทศอดีตอาณานิคมมากกว่าผู้บริโภคในยุโรปเอง

การปกป้องทางการค้าแบบใหม่ (New protectionism) และหลักการป้องกันล่วงหน้า (Precautionary principle)

การปกป้องทางการค้าแบบใหม่ ได้เกริ่นนำในตอนต้นว่า คำว่าใหม่ไม่ได้หมายความถึงเงื่อนเวลา (chronological senses) แต่เป็นการปกป้องที่มีวัตถุประสงค์แฝงกับการรักษาสวัสดิภาพของผู้บริโภค (ostensible welfare-oriented protection) การปกป้องทางการค้ารูปแบบนี้  เดิมมักมองที่การใช้มาตรฐานทางด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น กรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศกำลังพัฒนา 4ประเทศได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย ปากีสถานและไทย ในสินค้ากุ้ง โดยความเป็นมาคือภาคธุรกิจกุ้งของอเมริกาต่อต้านการนำเข้ากุ้งจาก 4 ประเทศ เนื่องจากเห็นว่าประเทศเหล่านี้ใช้วิธีการจับกุ้งที่ไม่เหมาะสม โดยการใช้ตาข่ายที่ทำให้เต่าทะเลติดเข้ามาในอวนและจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของเต่าทะเลในอนาคต (Deardorff & Stern, 2002) อันที่จริงแล้วเหตุผลทางการรักษาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศเป็นเหตุผลที่ชอบธรรม แต่ประเด็นนี้ได้ถูกใช้เป็นการปกป้องใน 2 ลักษณะ ประการแรกในเรื่องการสูญพันธุ์ของเต่าทะเลได้มีการเสนอโดยองค์กรสิ่งแวดล้อมให้ใช้เทคโนโลยีที่สามารถป้องกันไม่ให้เต่าทะเลติดมากับเรือประมง (turtle excluding device—TED) เพื่อบังคับใช้กับประเทศกำลังพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ในทางกลับกันธุรกิจประมงของอเมริกายังใช้เทคโนโลยีนี้น้อยมาก (Shaffer, 2006) ดังนั้นเหตุผลที่ภาคเอกชนอเมริกาเรียกร้องห้ามการนำเข้ากุ้งจากเอเชียจึงมิใช่เหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมแต่เป็นไปเพื่อการปกป้องทางการค้า ประการที่สองในกรณีของประเทศไทย กว่าร้อยละ 95 ของสินค้ากุ้งได้มาจากการเพาะเลี้ยงไม่ใช่เป็นการจับโดยเรือประมง (จิราวรรณ, 2006) ดังนั้นความเกี่ยวข้องของกุ้งไทยกับการสูญพันธุ์ของเต่าทะเลจึงมีน้อยมาก ท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก ได้ตัดสินให้ประเทศกำลังพัฒนาชนะ เนื่องจากเหตุผลในการปกป้องไม่ได้เป็นไปเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นับเป็นโชคที่ข้อพิพาทนี้ยังสามารถไกล่เกลี่ยได้ในกลไกขององค์การการค้าโลกและไม่ซับซ้อนมากเหมือนในกรณีที่จะกล่าวต่อไปในภายหลัง

การปกป้องทางการค้าเพื่อเหตุผลทางสวัสดิภาพนั้น ทำได้มากขึ้นในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน  การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ตลอดเวลาทำให้มีการค้นพบใหม่มาล้มล้างข้อมูลเดิมจึงเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆใช้มาตรการการป้องกันล่วงหน้า (precautionary principle) เพื่อป้องกันการนำเข้าด้วยเหตุผลทางสุขอนามัย  ในกรณีที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้รับการยืนยัน (scientific uncertainty) มาตรการนี้ได้นำมาใช้มากในเรื่องนโยบายความปลอดภัยทางอาหาร (food safety policy)  ของสหภาพยุโรป จนได้ชื่อว่าเป็นสหภาพแห่งการป้องกันล่วงหน้า (Precautionary Union) (Morris, 2000) มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่จะจำกัดการนำเข้า ในกรณีของสินค้าที่ปราศจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันความปลอดภัยเต็มรูปแบบ (Fisher et al., 2006: 2) ซึ่งมาตรการป้องกันล่วงหน้ากลายเป็นการปกป้องทางการค้าก็ต่อเมื่อกระทำโดยเลือกปฏิบัติ เช่น สร้างสองมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรจากไทยและสินค้าเกษตรภายในยุโรป เป็นต้น  นอกจากมาตรการนี้จะถูกใช้เป็นการปกป้องทางการค้าแล้ว  ยังได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นการกีดขวางการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะการพัฒนายารักษาโรค ตัวอย่างเช่น ในกรณีสารตกค้างที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและสหภาพยุโรป เมื่อสหภาพยุโรปต้องการให้บริษัทผลิตยาสัตว์ศึกษาวิจัยให้ได้ว่ายาที่ใช้เลี้ยงสัตว์มีความปลอดภัยจึงจะยอมให้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง บริษัทยาจึงไม่คิดจะผลิตตัวยาใหม่มากกว่าที่มีขายอยู่ดั้งเดิม ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของสัตว์เลี้ยงที่อาจจะเจอกับการดื้อยาและโรคภัยชนิดใหม่ได้ (European Commission, 2003)

องค์การการค้าโลกมีกลไกในการควบคุมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ ให้เป็นไปอย่างเสรีมากที่สุด ได้แก่ ข้อตกลงว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชหรือเอสพีเอส (Agreement on Sanitary and Phyto-sanitory Measure—SPS) มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากความเสี่ยงที่เกิดจากสารพิษ สารตกค้าง สารปนเปื้อนและเชื้อโรคที่เกิดจากอาหาร พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และข้อตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคที่มีผลต่อการค้า  หรือทีบีที (Agreement on Technical Barriers to Trade—TBT) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กฎระเบียบทางการค้าจะไม่กลายเป็นการสร้างอุปสรรคทางการค้าโดยไม่จำเป็น (OECD, 2003) ทั้งสองข้อตกลงเกิดขึ้นเพื่อทำให้การปกป้องทางการค้าลดน้อยลงและให้มาตรฐานและระเบียบปฎิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงการปกป้องทางการค้าที่แอบแฝงเข้ามาในรูปอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า คุณภาพของห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และการสุ่มตรวจสินค้าด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เป็นต้น อุปสรรคเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตในประเทศกำลังพัฒนาจะต้องปฎิบัติตามและใช้งบประมาณมากเพื่อจะส่งออกสินค้าให้เป็นผลสำเร็จ

อย่างไรก็ตามข้อตกลงทั้งสองประการมีช่องโหว่ที่มอบอำนาจให้รัฐสมาชิกกระทำการตามอำเภอใจ ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงเรื่องมาตรฐานในการตรวจสอบได้รับรองให้รัฐสมาชิกเลือกใช้วิธีปฎิบัติที่แต่ละประเทศคิดว่าเหมาะสม ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้วจะสนับสนุนให้มีการใช้ระเบียบปฎิบัติให้ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การยกเว้นในข้อนี้ทำให้บางประเทศใช้มาตรฐานที่เข้มงวดเกินไปบ้าง หละหลวมเกินไปบ้าง และในกรณีที่ข้อมูลทางวิทยาศาตร์ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด ว่าสินค้าจะปลอดภัยหรือไม่ ข้อตกลงทั้งสองก็อนุญาตให้งดการนำเข้าในกรณีที่สินค้านั้นอาจเป็นภัยต่อสภาพภูมิศาสตร์ สภาพอากาศและความมั่นคงของชาติอีกด้วย (OECD, 2003) หรือเป็นการใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า ในกรณีที่ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนอย่างเต็มที่  โดยสรุปแล้วข้อตกลงที่จะเข้ามาช่วยคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ กลับเป็นการส่งเสริมให้รัฐสมาชิกเลือกใช้นโยบายปกป้องได้หลายรูปแบบมากกว่าเดิมซึ่งจะกล่าวในกรณีศึกษาต่อไป

ในกรณีที่สหภาพยุโรปตรวจเจอสารตกค้างในเนื้อไก่และกุ้งจากไทยและประเทศกำลังพัฒนาในต้นปีพ.ศ.2545 โดยมีการตรวจพบสารตกค้างในสินค้าไทยเป็นจำนวนกว่า 100 รายการภายในปีเดียวกัน (อุดม, 2005a) การตรวจพบสารตกค้างหลายรายการนั้น เนื่องมาจากสหภาพยุโรปได้พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับที่มีความละเอียดสูงในระดับต่ำกว่า 1 ในพันล้านส่วน (part per billion) ซึ่งสารต้องห้ามที่เกิดจากการตกค้างของยารักษาโรคสัตว์ คือ คลอแรมเฟนิคอล (chloramphenical) และสารประกอบไนโตรฟูแรน (nitrofuran metabolites) 4 ชนิด ได้แก่ ฟูราโซลิโดน (furazolidone – AOZ) ฟูราลทาโดน (furaltadone – AMOZ)   ไนโตรฟูแรนโทอิน (nitrofurantoin – AHD) และไนโตรฟูราโซน (nitrofurazone – SEM) อันส่งผลให้สินค้าไทยถูกทำลาย

การตรวจเจอสารตกค้างในสินค้าของประเทศกำลังพัฒนา ถึงแม้ว่ามีความชอบธรรมในการรักษาสวัสดิภาพและความปลอดภัยทางอาหารแก่ประชากรในยุโรป อาจกลายเป็นการปกป้องทางการค้าที่แอบแฝงเมื่อมาตรการป้องกันล่วงหน้าและนโยบายอาหารปลอดภัยของยุโรป ได้บังคับใช้แต่กับประเทศภายนอกเท่านั้น  โดยการปกป้องทางการค้าจะพบได้ใน 4 ระดับ ประการแรก ในขั้นเริ่มบังคับใช้เทคโนโลยีใหม่ หรือ แอลซีเอ็มเอสเอ็มเอส (Liquid Chromatography Tandem Mass Spectrometry—LC-MS-MS) เทคโนโลยีนี้ได้นำมาใช้ตรวจสอบสินค้าโดยไม่แจ้งแก่ประเทศคู่ค้าล่วงหน้าซึ่งขัดกับหลักการเอสพีเอสและทีบีทีภายใต้องค์การการค้าโลกที่ต้องแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงในมาตรฐานที่บังคับใช้ก่อนจะนำมาปฏิบัติจริง  นอกจากนั้นการศึกษาวิจัยของเทคโนโลยีนี้ในยุโรปยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นการบังคับใช้ก่อนโครงการจะสิ้นสุดถึง 2 ปีครึ่ง (see Boenke, 2002) เมื่อบังคับใช้ในปี 2545 แล้ว มีห้องปฏิบัติการที่เนเธอร์แลนด์เท่านั้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ตรวจจับสารตกค้างทุกชนิดได้  ดังนั้นสหภาพยุโรปได้บังคับใช้เทคโนโลยีใหม่กับประเทศคู่ค้าโดยที่ห้องปฏิบัติการของรัฐสมาชิกในยุโรปเองยังไม่มีศักยภาพในเทคโนโลยีนี้อย่างแพร่หลาย  และเมื่อภายหลังไทยได้ซื้อเทคโนโลยีจากยุโรปแล้ว  ผู้เชี่ยวชาญไทยสามารถติดตามเทคโนโลยีได้เท่าทันกับยุโรปและในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ประเทศเยอรมัน  ผู้แทนจากกรมประมงและกรมปศุสัตว์ของไทยสามารถตีความผลการตรวจสารตกค้างได้แม่นยำ  ในขณะที่ตัวแทนห้องปฏิบัติการจากยุโรปในหลายประเทศยังไม่สามารถกระทำได้อย่างสมบูรณ์ (FAO, 2004)

ประการต่อมา ในเรื่องอันตรายจากสารตกค้างของสารประกอบไนโตรฟูรานทั้ง 4 ชนิด AOZ และ SEM เป็นสารประกอบที่มีผลวิจัยว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว (Zolla & Timperio, 2005) อย่างไรก็ตาม AOZ เป็นตัวที่ต้องระแวดระวังเพราะพบในตัวเนื้อสัตว์  ในขณะที่ SEM จะพบจากกระบวนการผลิตไม่ใช่ยารักษาโรคสัตว์ โดยเฉพาะการบรรจุขวดโหลแก้วที่มีฝาปิดเป็นโลหะ  ซึ่งทำปฏิกิริยาให้เกิดสารตกค้างขึ้นมา  ในขณะที่ AMOZ และ AHD ไม่พบอันตรายใดใดจากมาตรฐานโคเด็ก (Codex Alimentarius) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดความเป็นพิษของอาหาร (JECFA, 2002a and b) แต่สหภาพยุโรปได้บรรจุสารประกอบทั้ง 4 ชนิด เข้าไปอยู่ใน Regulation 2377/90/EEC Annex IV ซึ่งไม่อนุญาตให้พบสารตกค้างเหล่านี้ (zero tolerance policy) ไม่ว่าจะมีปริมาณที่น้อยกว่าในระดับ 1 ในพันล้านส่วน (Leitner et al., 2001)  ตราบเท่าที่บริษัทยายังไม่สามารถหาผลวิจัยมาคัดค้านว่าสารประกอบแต่ละตัวมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งเป็นการใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้าที่เกินกว่าเหตุ

ประการที่สาม ในการตรวจจับสารตกค้าง  ห้องปฏิบัติการในยุโรปมีการเตรียมวัตถุที่จะเข้าตรวจไม่เหมือนกัน  ห้องปฏิบัติการที่ล้างวัตถุให้เหลือแต่เนื้อสัตว์ (wash up technique) จะสามารถตรวจจับได้ว่า มีสารตกค้างในเนื้อเยื่ออันเกิดจากการใช้สารต้องห้ามในการเลี้ยงสัตว์หรือไม่  แต่ห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่ไม่ได้ล้างวัตถุก่อนเข้าตรวจ (non – wash up technique)  ดังนั้นเมื่อพบสารตกค้างที่เกิดจากส่วนประกอบเครื่องปรุงภายนอกเช่น แป้งและเครื่องเทศ  โดยมีกรณีตัวอย่างหลายกรณีที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2545 โดยที่เนื้อไก่นำเข้าจากไทยแต่วัตถุในการปรุงแต่งเป็นของบริษัทแปรรูปในยุโรป  หรือเนื้อสัตว์นำเข้าจากไทยแต่การบรรจุขวดโหลในยุโรปทำให้เกิดสาร SEM และถูกแจ้งจากระบบเตือนภัยของสหภาพยุโรป (Rapid Alert System for Food and Feed—RASFF) ทำให้กลายเป็นความผิดของไทย  ดังนั้นสหภาพยุโรปต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนว่าต้องการจะตรวจสอบกระบวนการการผลิตของบริษัทในยุโรป  หรือต้องการตรวจสอบสารตกค้างจากยาสัตว์จากประเทศกำลังพัฒนา  และเลือกใช้วิธีให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์นั้น

ประการสุดท้าย เป็นเรื่องของการใช้สองมาตรฐาน (double standard) ซึ่งการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้บริโภคจะกลายเป็นเป้าหมายแอบแฝงของการปกป้องทางการค้าก็ต่อเมื่อสหภาพยุโรปไม่ได้เข้มงวดกับคุณภาพของสินค้าที่ผลิตในยุโรปเหมือนกับสินค้าที่นำเข้าจากภายนอก  กรณีของสงครามคุณภาพ (quality war) เกิดขึ้นระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป  เมื่อภาคเอกชนในธุรกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบจากสารตกค้างได้ส่งตัวอย่างของนมผงที่ผลิดจากเนเธอร์แลนด์ไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการที่ประเทศจีน  และพบว่ามีสารตกค้างคลอแรมเฟนิคอลเช่นเดียวกันกับที่พบในเนื้อสัตว์ของไทย (อุดม, 2005b) การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการตบหน้าสหภาพยุโรปฉาดใหญ่ เพราะเนเธอร์แลนด์ถือว่าเป็นผู้ที่ชำนาญที่สุดในการตรวจจับสารตกค้าง ยังปล่อยให้มีผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนเล็ดลอดออกมาวางขายในตลาดภายนอกได้ ทำให้มีข้อกังขาว่า ผลิตภัณฑ์ในยุโรปไม่ได้รับการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีที่มีความละเอียดสูงเหมือนกับกรณีของประเทศกำลังพัฒนา  ซึ่งข้อสงสัยข้างต้นน่าจะเป็นความจริง  เพราะต่อมาสหภาพยุโรปได้กำหนดให้พบสารตกค้างได้ไม่เกิน 1 ในพันล้านส่วน  โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการเบี่ยงเบนของเครื่องมือปฏิบัติการ  การกำหนดให้พบเจอสารตกค้างได้นั้นแสดงให้เห็นว่า มาตรการห้ามพบเจอสารตกค้างไม่ว่ามีปริมาณเท่าใดไม่สามารถเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ  และมีข้อสังเกตว่า ถ้าสหภาพยุโรปได้ยืดหยุ่นค่าสารตกค้างไม่เกิน 1 ในพันล้านส่วนตั้งแต่แรก สินค้าถึง 20 จาก 100 รายการจากไทย ในปีพ.ศ. 2545 จะไม่ถูกทำลายลงไป (อุดม, 2005b) นอกจากนั้นในระยะแรกของการบังคับใช้เทคโนโลยี  สินค้าจากบางประเทศในอเมริกาใต้ที่พบสารตกค้างกลับไม่ถูกทำลายและได้รับอนุญาตให้ส่งกลับประเทศต้นทาง  และบางประเทศได้รับการสุ่มตัวอย่าง ไม่ใช่เป็นการตรวจทุกสินค้าเช่นกรณีของไทย

โดยสรุปแล้ว การปกป้องทางการค้าแบบใหม่โดยใช้ความซับซ้อนทางมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด  ผู้กำหนดนโยบายต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะในการตามความรู้ให้เท่าทันเพื่อไม่ให้เสียผลประโยชน์อย่างเช่นในอดีต อาทิ การไม่ประท้วงต่อองค์การการค้าโลกว่า การเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีของยุโรปนั้นไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ชอบธรรม และเป็นไปตามอำเภอใจ  และเมื่อมีการบังคับใช้แล้วรัฐบาลไทยไม่ได้ทำการประท้วงในการห้ามนำเข้าวัตถุดิบที่ไม่ได้เกิดจากสารตกค้างของไทยแต่เกิดจากกระบวนการการผลิดของบริษัทยุโรปเอง  นอกจากนี้ยังมีเรื่องมาตรฐานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในยุโรป  ซึ่งผู้กำหนดนโยบายและผู้เจรจาทางการค้าจำเป็นต้องเข้าใจการปกป้องทางการค้าที่มีลักษณะแอบแฝงมากกว่าเดิม

นอกจากการค้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อปฏิบัติทางเทคนิคด้านอื่นสามารถนำมาใช้ในการจำกัดการนำเข้าสินค้าได้ ดังเช่นกรณีพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยและบราซิลเรื่องอัตราภาษีของเนื้อไก่นำเข้า โดยในปีพ.ศ.2546 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกข้อบังคับเพื่อสนับสนุนธุรกิจสัตว์ปีกในยุโรป  โดยการจัดให้ไก่หมักเกลือ (salted chicken meat) จากไทยและบราซิลซึ่งเดิมเสียภาษีนำเข้าร้อยละ15.4 ภายใต้พิกัดเลขที่ 0210 ให้ย้ายไปอยู่ในพิกัด 0207 หรือประเภทไก่แช่แข็งไม่มีกระดูก (frozen boneless chicken) ซึ่งจะโดนเก็บภาษีร้อยละ75 มากกว่าเดิมถึงห้าเท่าตัว (European Report, 31 May 2005) โดยสหภาพยุโรปอ้างว่า เกลือที่ใช้ในการหมักเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการแช่แข็ง ไทยและบราซิลได้ยื่นเรื่องให้องค์การการค้าโลกพิจารณา ท้ายที่สุดคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ตัดสินให้ไทยและบราซิลเป็นฝ่ายชนะ และได้กำหนดว่าหากปริมาณเกลือมีอยู่ในระหว่างร้อยละ1.2-3 ของน้ำหนักทั้งหมดของสินค้าถือว่าเป็นการถนอมอาหารไม่ใช่การแช่แข็ง (Office of Agricultural Affairs, 5 July 2005)นอกจากนั้นไทยและบราซิลจะได้รับค่าชดเชยจากสินค้าที่ได้ถูกเก็บภาษีแพงขึ้นกว่าเดิม

 

การปกป้องทางการค้าโดยการใช้ความไม่เชื่อมั่นของสาธารณะ (Scare protectionism) และการสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงที่ล้มเหลว (failed risk communication)

การปกป้องทางการค้าโดยการใช้ความกลัวของประชาชนเกิดได้จากความเสื่อมศรัทธาในภาพลักษณ์ของสินค้า การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการได้รับข้อมูลจากสื่อสารมวลชน ในเรื่องความเสี่ยงและอันตรายจากสินค้ามาปกป้องสินค้าจากภายนอก ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตภายในประเทศ การปกป้องทางการค้าแบบนี้จะคล้ายกับแบบที่สอง คือการปกป้องทางการค้าแบบใหม่ที่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความชำนาญเฉพาะเข้ามาแก้ไขข้อพิพาททางการค้า แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่  การปกป้องทางการค้าแบบใหม่ใช้ช่องโหว่ของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันมาปกป้องสินค้า  โดยเฉพาะมาตรการป้องกันล่วงหน้า แต่การปกป้องทางการค้าประเภทสุดท้ายนี้ไม่ได้ใช้เหตุผลที่อยู่บนพื้นฐานทางข้อมูลวิทยาศาสตร์มาเป็นการปกป้องทางการค้า เช่น ความตื่นกลัวในอาหาร (food scare) ในเรื่องไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นในไทยตั้งแต่ปลายปีพ.ศ.2546

ในกรณีของไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นในไทยตั้งแต่ปลายปี 2546 ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า โรคระบาดสัตว์ชนิดนี้แท้จริงแล้วมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และการค้าสัตว์ปีกที่มีชีวิตเท่านั้น  เพราะความเสี่ยงของมนุษย์ เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสในอากาศและที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม (Kunda & Lin, 2005; Greene & Moline, 2006) กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ ความเสี่ยงจะเกิดกับผู้ที่สัมผัสกับสัตว์ปีก ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ และเจ้าของสัตว์ปีกสวยงามมากกว่าผู้บริโภค  แต่สถานการณ์ไข้หวัดนกกลับกลายเป็นความตื่นกลัวทางอาหาร (food scare) ทั้งๆที่อาหารที่ถูกเตรียมและประกอบอย่างถูกสุขลักษณะจะไม่มีการติดเชื้อได้  ความเสี่ยงทางอาหารที่ได้ถูกปั้นแต่งขึ้น (artificial food risk) เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายที่เละเทะของรัฐบาลไทยอย่างยากที่จะหลีกหนีความผิดนี้พ้น  ซึ่งทำให้ส่งผลต่อการค้าเนื้อสัตว์ปีกระหว่างประเทศและความพินาศแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อย  ทั้งๆที่ถ้ารัฐบาลดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใสตั้งแต่ต้น ประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปจะไม่สามารถใช้ข้ออ้างของความไม่โปร่งใสของการบริหารงานมาเป็นการปกป้องทางการค้าได้

รัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  ได้เริ่มจากการปกปิดว่า ไม่มีไข้หวัดนกในประเทศไทยและพยายามสื่อสารว่า สถานการณ์โรคระบาดในไก่ที่อ้างว่าเกิดจากโรคอหิวาต์และหลอดลมอักเสบ เป็นวิกฤตการณ์ทางด้านสัตววิทยา (veterinarian crises) แต่เพียงอย่างเดียว และไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของมนุษย์ โดยมอบอำนาจให้กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา  นอกจากนั้นรัฐบาลโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเนวิน ชิดชอบ  ยังประกาศว่า จะเชื่อมั่นข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น (ถึงลูกถึงคน, 19 มกราคม 2547) ทั้งนี้การสื่อสารข้อมูลความเสี่ยง (risk communication) ของรัฐบาลในลักษณะที่โรคระบาดที่เกิดขึ้นไม่สามารถติดต่อสู่คน  ต้องการให้บรรยากาศการส่งออกราบรื่นและไม่ถูกรบกวน  และเมื่อกรรมาธิการยุโรปทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค (Commissioner for Health and Consumer Protection) เดวิด เบอร์น (David Byrne) ได้เดินทางมาดูงานของกระทรวงเกษตรฯไทยในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2546  ซึ่งกรรมาธิการที่ได้รับฟังข้อมูลจากรัฐบาลไทย ได้ถูกดึงให้มารับประกันว่าประเทศไทยปลอดภัยจากไข้หวัดนกโดยทางอ้อม  ทั้งในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน  นายเบอร์นยังยืนยันว่า การฆ่าฝังกลบไก่ที่ติดโรคระบาดของไทยเป็นจำนวนประมาณ 1 ล้านตัว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยเข้มงวดกับโรคระบาดสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่าง อหิวาต์และหลอดลมอักเสบ (The Nation, 20 January 2004; Thai Post, 20 January 2004) ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2547  รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  ได้ออกมายอมรับว่าไทยพบเชื้อไข้หวัดนก  หลังได้รับแรงกดดันจากกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลไข้หวัดนกตั้งแต่ปลายตุลาคมปีพ.ศ.2546  และการนำเสนอข่าวการติดเชื้อไข้หวัดนกในเด็กเล็กจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  ซึ่งนายเบอร์นกำลังเดินทางกลับยังไม่ทันได้เข้าที่พำนักในบรัสเซลล์  ถ้อยแถลงนี้ทำให้นายเบอร์นถูกมองเป็นตัวตลกและทำให้ถูกซักถามจากรัฐสภายุโรปในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปกปิดไข้หวัดนกในประเทศไทย (Sunday Times, 25 January 2004)

ความไม่พอใจส่วนตัวของนายเบอร์นต่อความไม่โปร่งใสและการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทย  ทำให้เขาเสนอการห้ามนำเข้าไก่จากไทยสำหรับไก่ที่ถูกฆ่า ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2547  ซึ่งเหตุผลที่นายเบอร์นใช้สนับสนุนการห้ามนำเข้าคืออันตรายของสินค้าอย่างร้ายแรงมาสู่ยุโรป  ในขณะเดียวกันก็ยังยืนยันว่า ความเสี่ยงจากการติดเชื้อไข้หวัดนกจากการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกนั้นต่ำมาก (AFX News, 23 January 2004; Daily Mail, 24 January 2004)  นอกจากนั้นโฆษกของนายเบอร์นได้ออกมาแถลงว่า การเชื่อมั่นและไว้วางใจในประเทศไทยที่มีอยู่เดิมไม่ใช่หนทางที่ควรนำมาใช้ต่อไปในอนาคต (AFX News, 26 January 2004)  ซึ่งถ้อยแถลงของนายเบอร์นและทีมงานแสดงอย่างชัดเจนว่า การห้ามนำเข้าไม่ได้เกิดจากอันตรายของอาหาร (food risk)  แต่มาจากการขาดความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลไทยมากกว่า

ากนั้นรัฐบาลยังประกาศว่า จะเชื่อมั่นข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น  ทั้งนี้การสื่อสารข้อมูลความเสี่ยง วิทยา พยุโในระดับรัฐบาลของประเทศในยุโรป  ปฏิกริยาที่มีต่อไก่ไทยค่อนข้างรุนแรงและขยายเป็นความตื่นกลัวในอาหารซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์  มีเพียงเบลเยียมและสวีเดนที่ออกประกาศว่า การบริโภคเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงถูกสุขลักษณะมีความปลอดภัย (Royal Thai Embassy in Brussels, 21 February 2006; Royal Thai Embassy in Stockholm, 28 October 2005) เกษตรกรยุโรปก็ได้พลิกวิกฤติไข้หวัดนกของไทยเป็นโอกาสทางธุรกิจของตน  โดยมีการรณรงค์ให้บริโภคเนื้อไก่ในยุโรป  ซึ่งมีราคาสูงกว่าไทยร้อยละ 40 แต่อ้างว่ามีระบบควบคุมตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ดีกว่า (The Times, 24 January 2004) สหภาพเกษตรกรแห่งชาติของประเทศอังกฤษ (National Farmers’ Union – NFU) ได้ออกแถลงการณ์ให้ปฏิเสธสินค้าสัตว์ปีกจากไทยออกจากห่วงโซ่อาหารของอังกฤษโดยถาวร (Western Morning News, 2 February 2004) นอกจากนั้นนักการเมืองที่มีฐานเสียงจากเกษตรกรก็เสนอให้รัฐสภายุโรปช่วยห้ามการนำเข้าต่อไปโดยไม่มีกำหนด (The Times, 27 January 2004)

ในส่วนของห้างขายปลีก ร้านอาหารและฟาสต์ฟูด ได้ใช้วิธีการรณรงค์ปฏิเสธว่ามีผลิตภัณฑ์ไก่ไทยจัดจำหน่าย เช่น ห้างเวทโรสและห้างมาร์กแอนด์สเปนเซอร์  หรือผู้ที่เคยจำหน่ายก็อ้างว่าจะหาแหล่งวัตถุดิบจากที่อื่นโดยทันที ดังเช่น ห้างเทสโกและเซฟเวย์ในอังกฤษ (Daily Mail, 24 January 2004; The Times, 24 January 2004; The Herald, 24 January 2004; Birmingham Post, 24 January 2004) แมคโดนัลด์และเคนตั๊กกี ฟรายด์ ชิกเก้น ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ไก่ชุบแป้งทอดหรือนักเก็ตจากไทยแล้วภายหลังเกิดไข้หวัดนก (The Herald, 24 January 2004; Western Morning News, 26 January 2004) สื่อสารมวลชนในยุโรปก็เสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่คลาดเคลื่อนและเผ็ดร้อน  เพราะสื่อมวลชนก็ได้รับข้อมูลความเสี่ยงจากภาคเอกชน  ในบางครั้งถึงขั้นมีการเตือนให้ระวังการติดเชื้อไข้หวัดนก  จากการสัมผัสชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่วางขายผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากไทย หรือมีการกล่าวถึงข้อมูลไข้หวัดนกและความสัมพันธ์กับอาหารอย่างเกินความจริง เช่น ให้ข้อมูลว่าเชื้อไวรัสสามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมภายนอกถึง 2 เดือน (The Times, 24 January 2004) แต่มีคำอธิบายต่อท้ายเป็นตัวหนังสือเล็กๆท้ายข่าวว่า ความเสี่ยงที่จะติดโรคจากอาหารนั้นต่ำ

โดยสรุปแล้ว  ทุกฝ่ายในยุโรปทำให้ไข้หวัดนกเป็นความเสี่ยงในอาหารมากกว่าจะสื่อสารความเสี่ยงในด้านอื่นๆให้ถูกต้องชัดเจน  ซึ่งทำให้ความรู้สึกไม่มั่นใจและกระแสความตื่นกลัวของผู้บริโภคในยุโรปต่อสินค้าอาหารจากไทย  ดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานกว่าผู้บริโภคในภูมิภาคอื่น  เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  โดยรัฐบาลประเทศต่างๆได้หันกลับมานำเข้าสินค้าอาหารจากไทย  ภายในระยะเวลา 3 เดือน หลังจากไทยประกาศยอมรับว่ามีเชื้อไวรัสไข้หวัดนกอยู่ในประเทศ  สหภาพยุโรปยังคงใช้มาตรการการนำเข้าต่อไปเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี  และการปกป้องทางการค้าได้ทวีความรุนแรงขึ้น  เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในยุโรปต้องประสบกับวิกฤตการณ์ไข้หวัดนกในภูมิภาคยุโรปเอง  โดยสหภาพยุโรปผู้ซึ่งต่อต้านการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดนกมาโดยตลอด  กลับลำอนุญาตให้ประเทศสมาชิกใช้วัคซีนและส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับวัคซีนออกขายในตลาดโลก  โดยอ้างว่าเทคโนโลยีดิว่า (differentiate between infected from vaccinated animal—DIVA) ของยุโรปปลอดภัยและเหนือกว่าการใช้วัคซีนจากประเทศอื่น

 

บทสรุป

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปยังสหภาพยุโรป  โดยแสดงให้เห็นว่า  อุปสรรคทางการค้าต่อประเทศไทยนั้น  เกิดได้ในหลายรูปแบบและอาจจะมากกรณีกว่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศอื่น เพราะนอกจากธรรมชาติของสินค้าเกษตรที่มีการปกป้องตลาดอย่างเข้มงวดแล้ว  สหภาพยุโรปยังเป็นองคาพยพที่ไม่ใช่รัฐหรือเป็นองค์การระหว่างประเทศ (sui generis) สหภาพยุโรปอาจดูเหมือนเป็นระบบการเมือง (political system) และมีการบูรณาการที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก  อันนำไปสู่เขตอิทธิพลและอภิสิทธิ์ทางการค้าที่แตกต่างกัน  และมีผลต่อรูปแบบในการปกป้องทางการค้าที่แตกต่างหรือพิเศษจากตลาดสินค้าเกษตรอื่น

ในการจัดประเภทการปกป้องทางการค้า  การปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิมเป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่แรก โดยใช้เครื่องมือสำหรับการแทรกแซงทางการค้า และการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ที่รู้จักเป็นอย่างดีโดยมีเป้าหมายมุ่งจำกัดปริมาณทางการค้าจากภายนอก ส่วนการปกป้องทางการค้าแบบใหม่ ใช้ข้อปฎิบัติทางเทคนิค และมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กล่าวอ้างว่าเพื่อรักษาสวัสดิภาพ สุขภาพและอนามัยของประชาชนภายในประเทศ  แต่เป้าหมายที่แท้จริงต้องการจำกัดปริมาณทางการค้า การปกป้องทางการค้าประเภทสุดท้ายนั้นใช้ความไม่ไว้วางใจ ในสินค้าตัวนั้นๆ อันเกิดจากการสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงที่ผิดพลาดและล้มเหลวของผู้นำ มาเป็นวิธีปกป้องทางการค้า การปกป้องทางการค้าประเภทนี้ มักใช้มาตรการที่พุ่งเป้าไปยังสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ภาพลักษณ์ของสินค้า การโฆษณาชวนเชื่อ และสื่อสารมวลชน เพื่อเข้าแทรกแซงการค้าระหว่างประเทศ

ถึงแม้ว่าการปกป้องทางการค้าแต่ละประเภทแตกต่างไปตามเครื่องมือที่ใช้ และเหตุผลที่ยกขึ้นมาให้ความชอบธรรมในการใช้นโยบายนั้นๆ การปกป้องทางการค้าทั้ง 3 ประเภท มีความโน้มเอียงเพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตในประเทศนำเข้าตามตัวอย่างของกรณีของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปและประเทศที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพยุโรปอันเป็นผลมาจากปัจจัยทางประวัติศาสตร์ การใช้ข้อปฎิบัติทางเทคนิคและมาตรฐานทางสุขอนามัยและการใช้ทัศนคติของสาธารณะชนต่อภาพลักษณ์ของสินค้าสามารถมีผลกระทบได้เท่าเทียมกับการปกป้องการนำเข้าโดยการใช้ภาษีและโควต้าแต่ดั้งเดิม ซึ่งการปกป้องทางการค้ารูปแบบใหม่และการใช้ความไม่เชื่อมั่น  มีความซ่อนเร้นแอบแฝงที่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องสรรหายุทธวิธีและบุคลากรทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่จะสามารถเข้าใจการปกป้องทางการค้าที่มีความซับซ้อนจากปัจจัยทางประวัติศาสตร์ ปัจจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และปัจจัยทางทัศนคติของประชาชนต่อความเสี่ยงของสินค้าที่ยากต่อการคาดเดา  การใช้วลีที่ว่า พาเหรดการปกป้องทางการค้า เป็นการแสดงภาพให้เห็นชัดเจนว่า การปกป้องทางการค้าแบบดั้งเดิมไม่ได้หมดสิ้นหรือลดน้อยลงหรือมีการปกป้องทางการค้าประเภทอื่นเข้ามาแทนที่ หากแต่ทั้ง 3 ประเภทยังดำเนินไปพร้อมๆกันในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ผู้กำหนดนโยบายต้องทำความเข้าใจและจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อหาวิธีแก้ไขข้อพิพาททางการค้าที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

 

References

AFX News. (2004). Bird flu: EU signals Thai poultry ban could be lengthy [Online]. AFX News, 26 January 2004. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

————. (2004). EU Commission to ban Thai chicken imports over bird flu fears [Online]. AFX News, 23 January 2004. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Agence FrancePresse. (2004). EU bans Thai chicken as Asian bird flu spreads [Online]. Agence France Presse, 23 January 2004. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

————. (2004). EU furious over Thai government’s bird flu cover-up [Online]. Agence France Presse, 5 February 2004. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

————. (2004). EU warns Asian countries against bird flu cover-up [Online]. Agence France Presse, 10 February 2004. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

อัมมาร, สยามวาลา และ คณะ. (2000). โครงการวิจัยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ลู่ทางการขยายการผลิตเพื่อ

เพิ่มการส่งออก. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย].

Bannock, G., Baxter, R. E. and Davis, E. (2003). The Penguin Dictionary of Economics.London: Penguin.

BirminghamPost. (2004). EU bans Thai chicken as bird flu claims more lives, Birmingham Post, 24 January 2004. [Accessed 20 January 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Boenke, A. (2002). Contribution of European research to anti-microbials and hormones. Analytica Chimica Acta, 473, 83-87.

Brysk, A., Parsons, C. and Sandholtz, W. (2002). After empire: National identity and post-colonial families of nations. European Journal of International Relations, 8(2), 267-305.

Coleman, W., Grant, W. and Josling, T. (2004). Agriculture in the New Global Economy.Cheltenham: Edward Elgar.

Colombatto, E. (2000). An explanation of the dynamics of protectionism. Open Economies Review, 11, 279-293.

Daily Mail. (2004). Import ban on Thai chicken in killer bug alert [Online]. Daily Mail, 24 January 2004, 2. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Davenport, M. (1986). Trade Policy, Protectionism and the Third World.London: Croom Helm.

Deardorff, A. V. and Stern, R. M. (2002). What you should know about Globalization and the World Trade Organization. Review of International Economics, 10(3), 404-423.

European Commission. (2003c). Reflection Paper on residues in foodstuffs of animal origin [Online]. [Accessed 9 April 2007]. Available from World Wide Web: <http://www.ec.europa.eu./food/food/chemicalsafety/residues/residues_paper_2003_en.pdf

European Report. (2005). WTO confirms ruling against EU duties on Brazilian and Thai chicken [Online]. No. 2966. 31 May 2005. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

FAO-Food and Agriculture Organization of the United Nations. (2004). Joint FAO/WHO Technical Workshop on Residues of Veterinary Drugs without ADI/MRL. Report. FAO:Rome.

Fisher, E., Jones, J. and von Schomberg, R. (eds.) (2006). Implementing the Precautionary Principle: Perspectives and Prospects.Cheltenham: Edward Elgar.

Greene, J. and Moline, K. (2006). The Bird Flu Pandemic: Can It Happen? Will It Happen?New York:St. Martin’s Press.

Harlen, Christine Margerum. (1999). A reappraisal of classical economic nationalism and

economic liberalism. International Studies Quarterly, 43, 733-744.

Herald, The. (2004). Chicken import ban over virus threat: Thai bird flu health fears [Online]. The Herald, 24 January 2004, 1. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Hix, S. (2005). The Political System of the European Union.Basingstoke: Palgrave Macmillan.

เกริกไกร, จีระแพทย์. (1985). การกีดกันทางการค้า. 17th NIEO Workshop Series. กรุงเทพฯ: คณะเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์].

———. (2005). บทสัมภาษณ์วันที่ 14 เมษายน 2005. กรุงเทพฯ.

JECFA-Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives. (2004). Average daily intake and maximum residue limit of chloramphenicol [Online]. [Accessed 30 August 2005]. Available from World Wide Web: <http://www.who.int/ipcs/food/jecfa/en>.

———. (1992a). Average daily intake and maximum residue limit of furazolidone [Online]. [Accessed 30 August 2005]. Available from World Wide Web: <http://www.who.int/ipcs/food/jecfa/en>.

———. (1992b). Average daily intake and maximum residue limit of nitrofurazone [Online]. [Accessed 30 August 2005]. Available from World Wide Web: <http://www.who.int/ipcs/food/jecfa/en>.

จิราวรรณ, แย้มประยูร. (2006). คู่มือการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ. กรุงเทพฯ: กรมประมง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์].

Kunda, M. and Lin, W. (2005). The Bird Flu Handbook: What is Avian Influenza, And What Do We Need to Know to Be Prepared for A Pandemic. United States: Vayu.

Leitner, A., Zollner, P. and Lindner, W. (2001). Determination of the metabolites of nitrofuran antibiotics in animal tissue by high-performance liquid chromatography-tandem mass spectrometry. Journal of Chromatography A, 939, 49-58.

Morris, J. (ed.) (2000). Rethinking Risk and the Precautionary Principle.Oxford: Butterworth-Heinemann.

Nation, The. (2004). Bird flu not here: EU Commissioner. The Nation [Online], 20 January 2004, [Accessed 9 February 2004]. Available from World Wide Web: <http://www.nationmultimedia.com>.

Natthanan Kunnamas. (2008). Old, New and Scare Protectionisms:Thailand’s Agricultural Exports to the EU. Unpublished PhD Thesis.UniversityofLeeds.

นิพนธ์, พัวพงศกร และคณะ. (1993). ความเหมาะสมในการต่ออายุความตกลงว่าด้วยมันสำปะหลัง ไทย-ประชาคมยุโรป. รายงาน. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย].

Nugent, N. (2006). The Government and Politics of the European Union.Basingstoke: Palgrave Macmillan.

OECD-Organization for Economic Co-operation and Development. (2003). The impact of regulations on agro-food trade: The Technical Barriers to Trade (TBT) and Sanitary and Phytosanitary Measures (SPS) Agreements.Paris: OECD.

Office of Agricultural Affairs. (2005). EU appeals over salted chicken meat after WTO agreed with Thailandand Brazil[EUยื่นอุทธรณ์ไก่หมักเกลือ แค้น WTO หนุนหลังไทย-บราซิล] [Online]. 5 July 2005, [Accessed 31 May 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.news.thaieurope.net>.

Pickering, P. A. and Tyrrell, Alex. (2000). The people’s bread, a history of the Anti-Corn Law League.London:LeicesterUniversity Press.

Royal Thai Embassy in Brussels. (2006). Measures to prevent avian influenza outbreaks in Belgium[การป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในเบลเยี่ยม]. [Online]. 21 February 2006, [Accessed 15 July 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.news.thaieurope.net>.

Royal Thai Embassy in Stockholm. (2005). State of avian influenza in Sweden[สถานการณ์ไข้หวัดนกในสวีเดน] [Online]. 28 October 2005, [Accessed 15 July 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.news.thaieurope.net>.

Shaffer, G. (2005). Power, governance and the WTO: A comparative institutional approach. In M. Barnett, M. and R. Duvall (eds.) Power in Global Governance. Cambridge: Cambridge University Press.

Shutt, H. (1985). The Myth of Free Trade: Patterns of Protectionism since 1945.Oxford: Blackwell.

Somboon Siriprachai. (1998). Control and Rent-Seeking: The Role of the State in the Thai Cassava Industry. Lund: Lund University Press.

Sunday Times. (2004). Bird flu blunder by EU health chief [Online]. Sunday Times, 25 January 2004, [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Thai Post. (2004). EU Commissioner visits Agricultural Ministry [กรรมาธิการยุโรปเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ]. Thai Post, 20 January 2004, 1-2.

Times, The. (2004). Thai chicken on way to Britaindespite EU ban [Online]. The Times, 24 January 2004, 6.  [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

———. (2004). Wider ban needed on Thai chicken [Online]. The Times, 27 January 2004, 19. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Tung Look Tung Kon. (2004). Chicken disease II [โรคระบาดไก่ตอน 2]. ModernineTV, 19 Jan 2004.

อุดม, จริยวิลาสกุล. (2005a). บทสัมภาษณ์วันที่ 14 เมษายน 2005. กรุงเทพฯ.

———. (2005b). การกลับมาของทฤษฎีบูรณาการทางการเมืองแบบ “หน้าที่นิยมใหม่” ของสหภาพยุโรป: ศึกษากรณี: กฎหมายอาหารและการตรวจสอบคุณภาพกุ้งส่งออกของไทย. รายงานวิจัย. กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

UNCTAD-United Nations Conference on Trade and Development. (2002a). About GSP [Online]. [Accessed 9 April 2007]. Available from World Wide Web: <http://www.unctad.org/Templates/Page.asp?intItemID=2309&lang=1>.

———. (2002b). GSP-Handbook on the scheme of the European Community 2003 [Online]. [Accessed 9 April 2007]. Available from World Wide Web:  <http://www.unctad.org/Templates/Page.asp?intItemID=1425&lang=1>.

Western Morning News. (2004). Thai chicken collapse is warning call to UK[Online]. Western Morning News, 26 January 2004, 9. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

———. (2004). Thai chicken imports “pose risk of bird flu” [Online]. Western Morning News, 2 February 2004, 4. [Accessed 10 December 2006]. Available from World Wide Web: <http://www.lexisnexis.com>.

Zhou, D. and Vertinsky, I.(2002). Can protectionist trade measures make a country better off? A study of VERs and minimum quality standards. Journal of Business Research, 55, 227-236.

Zolla, L. and Timperio, A. M. (2005). Involvement of active oxygen species in protein and oligonucleotide degradation induced by nitrofurans. Biochemistry and Cell Biology, 83(2), 166-175.


 
Leave a comment

Posted by บน พฤศจิกายน 25, 2011 in Uncategorized

 

ภาพสะท้อนการบูรณาการในยุโรป มองผ่านกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคกับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน : European Integration model Re-visited: An Explanation on ASEAN Regionalism through the lens of Sub-regional cooperation โดย ติรัส ตฤณเตชะ

ร้อยตำรวจเอก ติรัส ตฤณเตชะ

บทนำ

ภายใต้โลกในกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) นำมาสู่การตั้งคำถามสำคัญว่ากระบวนการคู่ขนานอย่างกระแสภูมิภาคนิยม (Regionalism) จะเป็นตัวเร่งให้สภาวะไร้พรมแดนระดับโลก (borderless world) บรรลุได้รวดเร็วขึ้น หรือขัดขวางกระบวนการไร้พรมแดนดังกล่าว เนื่องจากพรมแดน อธิปไตย และผลประโยชน์ของรัฐชาติยังมีความสำคัญ และทั้งมีความแตกต่างทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ความแตกต่างทางด้านระบบการปกครองและการบริหารประเทศ ความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์และที่ตั้ง ความแตกต่างทางด้านศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ (1) ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวถือเป็นข้อถกเถียงที่สำคัญและท้าทายกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่กระแสหลักกล่าวอ้าง

ในทัศนะของกระแสหลักโทมัส ฟรีดแมน มองว่าโลกนั้นแบน คือไม่มีสิ่งกีดขวางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของแต่ละพรมแดน (2) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ เท็ด เลวิท  ซึ่งมองว่าโลกาภิวัตน์ นั้นเกิดขึ้นจริง มีทั้งโลกาภิวัตน์ทางตลาด(Globalization of markets) และโลกาภิวัตน์ทางการผลิต (Globalization of production) (3) ในขณะเดียวกัน ก็มีหลายนักคิดที่เชื่อว่า สภาวะไร้พรมแดนนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ปันกาจ เกมาวัต ได้เสนอแนวคิดว่าโลกในปัจจุบันเป็นแค่ กึ่งโลกาภิวัตน์(Semi-globalization) เพราะยังมีความแตกต่างกันทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ความแตกต่างทางด้านการปกครองประเทศและการบริหาร ความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์และที่ตั้ง ความแตกต่างทางด้านการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ (4) นอกจากนั้นยังมีการมองว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์นั้นมีปัญหา คือแนวคิดของโจเซฟ สติกลิทซ์ ซึ่งเห็นว่า โลกาภิวัตน์คือความหม่นหมอง เป็นโลกาภิวัตน์ที่ล่มสลาย ที่ไม่สามารถจะแก้ปัญหาความยากจนสิ่งแวดล้อม หรือทำให้โลกมีเสถียรภาพได้ แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาและข้อบกพร่องของโลกาภิวัตน์ หาใช่ตัวโลกาภิวัตน์เอง แต่มันคือการจัดการ ของกระบวนการโลกาภิวัตน์นั่นเองที่เป็นปัญหา (5)

——- OOOOOOOOOO ——-

นอกเหนือจากสภาวะการขึ้นต่อกันในระดับโลก(Interdependence)หรือโลกาภิวัตน์ ในขณะเดียวกันก็มีกระบวนการที่เป็นคู่ขนานกันคือ กระบวนการภูมิภาคนิยม(Regionalism ) ซึ่งกระบวนการนี้ ในบางครั้งถูกจัดว่าเป็นทางเลือกลำดับรองจากโลกาภิวัตน์ และในบางครั้งถูกมองว่าไม่มีความสำคัญ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก กระแสการศึกษาภูมิภาคนิยมดั้งเดิม(Old Regionalism) เกิดภายหลังสงครามโลกซึ่งเน้นประเด็นความมั่นคงเป็นหลัก แต่ภายหลังสงครามเย็น กระแสภูมิภาคนิยมใหม่(New Regionalism) เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์อันเข้มข้น แต่ละประเทศได้ลดความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงลง แต่ให้ความสนใจในเรื่องของเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเกิดแนวความคิดที่จะรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

——- OOOOOOOOOO ——-

แนวคิดว่าด้วย ภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่ (Functionalism/Neo-functionalism)

แนวคิดภารกิจนิยมดั้งเดิม ได้รับการพัฒนาโดย เดวิด มิทรานี เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ที่ประชาชนให้ความสำคัญแก่สถาบันข้ามชาติ เช่น องค์การระหว่างประเทศที่มีรัฐเป็นสมาชิก (Intergovernmental Organizations: IGOs) หรือรัฐที่บูรณาการเข้าด้วยกัน(6) มิทรานี ต้องการที่จะสร้างกลไลให้เกิดสันติภาพอย่างถาวรและยั่งยืนนาน จึงเน้นหลักการ ‘ปันอธิปไตย’ (Sharing of Sovereignty) (7) ดังนั้นแนวคิดภารกิจนิยมของ มิทรานี จึงเห็นควรตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่เฉพาะแยกต่างหากเป็นภารกิจๆ รับผิดชอบเพียงภารกิจเดียว และมีความชำนาญเฉพาะ รัฐเองจะไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกตัดทอนอำนาจอธิปไตย เนื่องจากองค์กรที่มีภารกิจเฉพาะ ก็จะรับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตเป็นส่วนใหญ่ เช่น สุขภาพ คมนาคม ฯลฯ ยิ่งมีองค์กรเฉพาะหลายด้าน แต่ละองค์กรก็จะมีภารกิจในหลายมิติขึ้นทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก ดังนั้นรัฐจึงต้องพึ่งพาองค์กรเหล่านี้ ไม่สามารถขัดขวางการทำงานขององค์กรเหล่านี้ได้ เนื่องจากเครือข่ายที่ซับซ้อนขึ้นและมีหลายระดับ (8 )

แต่อย่างไรก็ตาม ภารกิจนิยมก็มีข้อจำกัดและจุดอ่อน เพราะภารกิจนิยมบอกแต่หนทาง (Means) หรือภารกิจที่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่มีประสิทธิผล แต่ยังขาดปัจจัยที่จะบ่งชี้ให้เกิดเป้าหมาย (Ends) ต่อมานักคิด ได้แก่ ฮาส(Haas) ลินด์เบอร์ก(Lindberg) และชมิตเทอร์(Schmitter) ได้พัฒนาแนวคิด ภารกิจนิยมใหม่ (Neo-functionalism) ขึ้น โดยมีองค์ประกอบหลักสี่ประการ คือ 1) แนวคิดว่าด้วยรัฐมีความซับซ้อน 2) กิจกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเมืองภายในประเทศ 3) ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) มีความสำคัญในการเมืองระหว่างประเทศ 4) การบูรณาการมีความก้าวหน้า เนื่องมาจากปรากฎการณ์ไหลริน(Spill over effect) (9)

——- OOOOOOOOOO ——-

ด้วยเหตุผลทั้งสี่ประการข้างต้นนี้ กิจกรรมระหว่างประเทศของรัฐเป็นผลมาจากกระบวนการทางการเมืองที่มีลักษณะเป็นพหุนิยม คือไม่จำกัดตัวแสดงอยู่แค่รัฐ แต่รัฐเองยังได้อิทธิพลมาจากตัวแสดงอื่น เช่น กลุ่มผลประโยชน์และปฏิสัมพันธ์ของระบบราชการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการติดต่อกับกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มธุรกิจเดียวกันในประเทศอื่น เกิดปฏิสัมพันธ์ข้ามรัฐ (Transnational)

เมื่อเป้าหมายคือความต้องการให้เกิดการบูรณาการระหว่างรัฐ สิ่งที่เป็นตัวเร่งให้การบูรณาการ เกิดความก้าวหน้าก็คือ กระบวนการการไหลริน (spill over) กล่าวคือ การที่รัฐบาลเริ่มขั้นตอนในการบูรณาการแล้ว กระบวนการบูรณาการจะดำเนินต่อไปเองโดยปริยาย เนื่องจากเป้าหมายที่จะบรรลุในขั้นแรก ต้องการการดำเนินการในขั้นที่สองเป็นตัวผลักดัน และเป้าหมายของขั้นตอนที่สอง ก็จำเป็นต้องอาศัยภารกิจในขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการไหลรินเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมจากภารกิจนิยมดั้งเดิม เป็นการสร้างทางออกให้การบูรณาการได้ขยับขยายและไปสู่ประชาคมทางด้านอื่นๆนอกเหนือจากทางด้านเศรษฐกิจในท้ายที่สุด

——- OOOOOOOOOO ——-

ปรากฎการณ์การไหลรินในมิติของเศรษฐกิจ สามารถอธิบายได้ในบริบทของ การไหลรินทางด้านภารกิจ (Function spill over) กล่าวคือ เป็นกระบวนการในยุโรปที่เกิดขึ้นเนื่องจากภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้นประกอบด้วยภาคเศรษฐกิจแยกย่อยหลายอย่าง ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่รัฐสมาชิกร่วมมือในภาคเศรษฐกิจเฉพาะ ก็จะทำให้เกิดการไหลรินสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นต่อไป (10) ยกตัวอย่างการไหลรินทางด้านภารกิจของความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ GMS ACMECSและ IMT-GT เมื่อภารกิจประสบผลสำเร็จลุล่วง ก็จะส่งผลให้การที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีความเป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากการไหลรินทางด้านภารกิจแล้ว ยังมี สภาวะการสร้างแรงกดดันทางการเมือง เพื่อให้เกิดการบูรณาการภายในประเทศสมาชิก หรือลักษณะที่เรียกว่า การไหลรินทางด้านการเมือง(Political spill over) โดยเริ่มต้นจากการบูรณาการในภาคเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มผลประโยชน์ในภาคเศรษฐกิจมีบทบาทในระดับเหนือรัฐ เมื่อกลุ่มผลประโยชน์ซึมซับการไหลรินทางด้านภารกิจ ก็จะเริ่มกดดันรัฐบาลของตนให้สนับสนุนการบูรณาการ และท้ายที่สุดเมื่อกลุ่มผลประโยชน์มีปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดน ทั้งในระดับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องมีการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น อาจจะใช้การเป็นพันธมิตรกับกลุ่มภายนอกประเทศมากดดันรัฐบาลของตนได้ (11)ซึ่งในกรณีของกลุ่มผลประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีคุณลักษณะและศักยภาพในการที่จะกดดันรัฐบาล ที่แตกต่างจากกลุ่มผลประโยชน์ในภูมิภาคยุโรป ในบริบทที่ว่ากลุ่มผลประโยชน์นั้นจะเป็นตัวเร่งหรืออุปสรรคของการที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

——- OOOOOOOOOO ——-

การศึกษาความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กรอบแนวคิดว่าด้วย ภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่ เข้ามาพิจารณา เพราะกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาค เน้นร่วมมือกันในภาคส่วนแยกย่อย เป็นภารกิจๆไป จึงเป็นที่น่าสนใจว่าจะเกิดปรากฎการณ์ไหลรินจากเศรษฐกิจจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง นอกจากนั้นการรวมกลุ่มจะลุล่วงได้ต้องอาศัยการถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยให้กับองค์กรกลาง ดังนั้นการรวมกลุ่มที่เน้นในแต่ละภารกิจย่อยๆแบบนี้ การใช้แนวคิด ภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่ มาอธิบายจะทำให้เข้าใจปัญหาและมองเห็นถึงอุปสรรคและข้อดีข้อเสีย ที่มีผลต่อเป้าหมายคือการบูรณาการระหว่างรัฐสมาชิก โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจที่มีความเป็นไปได้เหนือมิติอื่นๆ

——- OOOOOOOOOO ——-

กรณีศึกษาความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย(Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT)

IMT-GT เป็นกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกับกรอบความร่วมมือที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่มีลักษณะพิเศษกล่าวคือ เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะส่วนของประเทศสมาชิก ที่มีด้วยกัน 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย  โดยพื้นที่เฉพาะส่วนของประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึง 14 จังหวัดภาคใต้ของไทย 8 รัฐแหลมมลายูของมาเลเซีย  และเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย (12)  ซี่งลักษณะเด่นของการรวมกลุ่ม ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือเป็นการร่วมกลุ่มที่ประเทศสมาชิกมีระบบการเมืองและสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน จึงต้องการที่จะส่งเสริมเกื้อกูลกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก จึงถือกำเนิดกรอบความร่วมมือ IMT-GT ขึ้นในปี ค.ศ. 1993 มีวัตถุประสงค์ที่จะร่วมมือกันภายใต้กรอบ 6 สาขา คือ โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล (13)

ผลการดำเนินการล่าสุดในปี ค.ศ.2011 จากการประชุมระดับรัฐมนตรี/เจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ครั้งที่ 17 และการประชุมระดับมุขมนตรี/ผู้ว่าราชการจังหวัด IMT-GT ครั้งที่ 7 ที่จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย สรุปได้ว่า ธนาคาแห่งเอเชีย เสนอให้มีการลดโครงการ จำนวนภารกิจต่างๆให้ลดน้อยลง เหลือเฉพาะโครงการที่สำคัญๆเท่านั้น เพื่อความเหมาะสมในการขับเคลื่อนโครงการ และมีการเปิดรับการให้การสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่นและ (Economic Research Institute for Asia and East Asia: ERIA) ในส่วนของโครงการอื่นๆยังไม่มีความคืบหน้า  ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาข้อมูล แต่ทั้งนี้กรอบความร่วมมือ IMT-GT ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก ทำให้โอกาสที่ IMT-GT จะประสบความสำเร็จมีความเป็นไปได้ที่สูงกว่ากรอบความร่วมมืออื่นๆ หากแต่ยังขาดความร่วมมือจากภาครัฐบาลที่จะช่วยให้การดำเนินการของภาคเอกชนนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (14)

 

ประเมิน IMT-GT โดยใช้แนวคิดภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่

IMT-GT เป็นความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาค ที่มีลักษณะเป็นความร่วมมือกันในภารกิจเฉพาะด้าน จำนวน 6 สาขา และจำกัดเฉพาะพื้นที่บางส่วนของแต่ละรัฐสมาชิก ไม่ได้ขยายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งปริมาณภารกิจนั้นน้อยกว่าทุกกรณีศึกษาที่กล่าวมา แม้ว่าภารกิจยังมากอยู่ แต่โอกาสความร่วมมือย่อมจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า GMS และ ACMECS ในเรื่องภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับภารกิจที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากมีแหล่งเงินทุนจากแหล่งเดียวกันนั้น อาจส่งผลในแง่ลบอยู่บ้าง แต่ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจของสามประเทศสมาชิกแล้ว จึงอาจจะมีไม่มากเท่ากับปัญหาในบริบทที่สำคัญที่สุดในกรอบความร่วมมือนี้ ก็คือ ประเด็นการไม่ยอมสละอำนาจอธิปไตยบางส่วน ทำให้ข้อตกลงภายใต้กรอบของ IMT-GT กลายเป็นข้อตกลงกันแบบทวิภาคีมากกว่าจะเป็นแบบพหุภาคี ยกตัวอย่างในกรณีการลงนามใน(Bilateral Payment Agreement: BPA)ไทยตกลงกับมาเลเซีย แต่อินโดนีเซียยังไม่ยอมลงนาม (15) หากแก้ไขตรงประเด็นปัญหานี้ได้ IMT-GT จะเป็นความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคในด้านเศรษฐกิจที่มีศักยภาพมาก และจะเป็นตัวเร่งให้การก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสัมฤทธิ์ผลได้ตามเป้าหมาย

——- OOOOOOOOOO ——-

กรณีศึกษายุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)

ACMECS เป็นกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกันกับ GMS โดยมีลักษณะเด่นคือการใช้แม่น้ำเป็นตัวเชื่อมโยงประเทศสมาชิกเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิกที่ล้วนเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ถึงแม้มีแม่น้ำเป็นตัวกั้นกลางระหว่างพรมแดน แต่การใช้แม่น้ำร่วมกันในมิติต่างๆก็ย่อมก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันทั้งในเชิงลบและเชิงบวก ซึ่งในประเด็นเชิงบวกนี้เองที่ก่อให้เกิดความร่วมมือกันในภารกิจที่เด่นชัดคือด้านเศรษฐกิจ ริเริ่มในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายที่จะลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีความแตกต่างกันมาก แต่ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย โดยเป็นการใช้ประโยชน์จากโอกาสและศักยภาพที่เกื้อกูลกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศสมาชิก แรงผลักดันนี้จึงเป็นที่มาให้เกิดปภิญญาพุกาม (Bagan Declaration) ขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 2003 ที่จะร่วมมือกันภายใต้กรอบ ACMECS ในการประชุมระดับผู้นำที่เมืองพุกาม มีสมาชิกแรกเริ่ม คือ ไทย พม่า ลาว และกัมพูชา และในปีถัดมา เวียดนามจึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในลำดับที่ 5 (16)

ACMECS เป็นกรอบความร่วมมือที่มีวัตถุประสงค์ เน้นส่งเสริมในการสร้างงาน สร้างรายได้ การพัฒนาขีดความสามารถและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เอื้อแก่การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก โดยผ่านกิจกรรมความร่วมมือต่างๆที่สำคัญเช่น การจัดตั้งเมืองคู่แฝดบริเวณชายแดน การเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming) นิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดนและโครงการฝึกอบรมบุคลากรเป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ ACMECS มีความร่วมมือกันภายใต้กรอบ 8 สาขา คือ การค้าและการลงทุน การเกษตร อุตสาหกรรมและพลังงาน การคมนาคม การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (17)

ผลการดำเนินการล่าสุด ในปี ค.ศ. 2010 จากการประชุม ACMECS Summit ครั้งที่ 4 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่ประชุมเห็นชอบในการจัดตั้ง ACMECS Joint Business Council ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบ “ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและภาคเอกชน” และเห็นชอบในข้อเสนอการให้มี ACMECS single visa ตามหลัก Five countries, one destination และมีการนำเสนอให้ภาคเอกชนลงทุนในพื้นที่ที่มีพรมแดนเชื่อมต่อกันระหว่างรัฐสมาชิกแต่ยังขาดการพัฒนาทางด้านการคมนาคมขนส่ง (Missing Link) มากขึ้น ในส่วนโครงการอื่นๆยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด บางกรอบที่ประชุมเสนอให้ไปประชุมในเวที GMS และ ASEAN เพื่อลดความซ้ำซ้อน อย่างไรก็ดีในบางภารกิจนั้นก็ได้รับการทัดทานจากในภาคประชาสังคม ในประเด็นของสิ่งแวดล้อมและสังคม จากองค์กรต่างๆ เช่น (South East River Network: SEARIN) หรือบางภารกิจก็ได้รับการสนับสนุนดีจากกลุ่มองค์กรภาคเอกชน ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนเพราะมีผลกระทบต่อองค์กรในแง่ของผลประโยชน์ (18)

——- OOOOOOOOOO ——-

ประเมิน ACMECS โดยใช้แนวคิดภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่

ACMECS เป็นความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาค ที่มีลักษณะเป็นความร่วมมือกันในภารกิจเฉพาะด้าน จำนวน 8 สาขา ซึ่งเป็นปริมาณภารกิจที่น้อยกว่า GMS เพียงสาขาเดียว และก็มีภารกิจที่ซ้ำซ้อนกันเป็นส่วนใหญ่ ก็บ่งชี้ได้ถึงการร่วมมือผ่านภารกิจที่มากจนเกินไปเช่นเดียวกันกับ GMS ส่งผลทำให้ภารกิจแต่ละภารกิจประสบความสำเร็จได้ยาก ในประเด็นความซ้ำซ้อนของภารกิจ จะเห็นได้ชัดจากผลการประชุมในแต่ละครั้ง ที่ประชุมจะเสนอให้นำเรื่องบางเรื่องที่ซ้ำซ้อนกับ GMS และ ASEAN  นำขึ้นไปประชุมในรอบของ GMS และASEAN แทน ซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอและศักยภาพขององค์กรในแง่ลบ ทั้งนี้แหล่งเงินทุนต่างๆจากแหล่งเดียวกันกับ GMS และ ASEAN ความซ้ำซ้อนนี้เองก็ ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะเงินทุนจะถูกแบ่งส่วนออกโดยที่ไม่มีหลักประกันความสำเร็จของภารกิจในความร่วมมือของแต่ละองค์กร อีกทั้งในบริบทของเรื่องอำนาจอธิปไตย รัฐสมาชิกของ ACMECS ต่างก็ไม่ยอมที่จะสละอำนาจอธิปไตยให้กับองค์กรกลางเช่นกัน เพราะรัฐสมาชิกต่างก็อยู่ในสภาวะไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

——- OOOOOOOOOO ——-

กรณีศึกษากรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS)

เป็นกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของแม่น้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะในด้านคมนาคม ซึ่งแม่น้ำโขงเปรียบเสมือนสื่อกลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ ยังเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคต่างๆรอบข้าง ทั้งเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งจึงมีสมาชิกเป็นกลุ่มประเทศในอาเซียนเป็นส่วนใหญ่ แต่มีลักษณะพิเศษ คือ มีสมาชิกนอกภูมิภาคเฉกเช่น จีน เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มความร่วมมือนี้ด้วย โดย GMS มีสมาชิกทั้งหมด 6 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และจีน (มณฑลยูนนานและกวางสี)  ถือกำเนิดขึ้นใน ปี ค.ศ.1992 โดยความช่วยเหลือของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank :ADB) เป็นผู้สนับสนุนหลักในเรื่องเงินทุนและเป็นผู้ประสานงานกลางในการดำเนินโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างประเทศอื่นๆ (19)

GMS เป็นกรอบความร่วมมือที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันรวม 9 สาขา ได้แก่ การคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน การเกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (20) ซึ่งที่เกี่ยวกับการพัฒนา GMS นั้น ได้มีข้อตกลงที่สำคัญ คือ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง (Cross-Border Transport Agreement: CBTA) ซึ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องการค้าและขนส่ง ในส่วนของการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ได้มีการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ ตามสามแนวหลัก คือ แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) เชื่อมโยง พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมโยง ไทย-พม่า-ลาว-จีน และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) เชื่อมโยง ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม เป็นต้น

ผลการดำเนินการล่าสุดในปี ค.ศ. 2010 จากการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและรัฐมนตรี GMS ครั้งที่ 16 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มีการอนุมัติกรอบยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางรถไฟอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงใน สี่เส้นทางหลักครอบคลุมประเทศสมาชิก พร้อมอนุมัติแผนปฏิบัติการด้านการอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน ที่จะสามารถขยายขอบเขตสิทธิการจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศกลุ่มสมาชิก นอกจากนี้ยังได้อนุมัติโครงการใหม่ เน้นด้านพลังงานทดแทน เชื้อเพลิงสะอาด และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอนุภูมิภา (21) อย่างไรก็ตามในบางภารกิจก็มีการทัดทานจากภาคประชาสังคม เช่นกลุ่มองค์กรเครือข่ายแม่น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (South East River Network: SEARIN) ซึ่งประเทศที่มีความเข็มแข็งในภาคประชาสังคมมมากที่สุดก็คือไทย แต่ก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องได้มากนัก (22) แต่กลุ่มที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของรัฐสมาชิก GMS ได้มากที่สุด คือกลุ่มธุรกิจ เพราะเป็นหน่วยองค์กรที่ต้องเข้ามามีส่วนได้เสียและขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือให้ประสบความสำเร็จ (23)

——- OOOOOOOOOO ——-

ประเมิน GMS โดยใช้แนวคิดภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่

GMS เป็นความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาค ที่มีลักษณะเป็นความร่วมมือกันในภารกิจเฉพาะด้าน จำนวน 9 สาขา ซึ่งเป็นปริมาณภารกิจที่มากจนเกินไป กล่าวคือ การไหลรินทางด้านภารกิจไปสู่ภาคเศรษฐกิจจะเกิดประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลได้โดยเร็ว ควรเริ่มจากความร่วมมือเป็นรายภารกิจไป เช่น เริ่มต้นจากภารกิจที่มีความสำคัญและจำเป็นที่สุดหรือภารกิจที่มีแนวโน้มจะประสบผลสำเร็จได้ง่ายที่สุดก่อน แล้วจึงขยายความร่วมมือไปยังภารกิจด้านอื่นๆต่อไป นอกจากนั้น GMS ยังมีภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับภารกิจที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งที่มีแหล่งเงินทุนต่างๆจากแหล่งเดียวกัน ความซ้ำซ้อนนี้เองส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะเงินทุนจะถูกแบ่งส่วนออกโดยที่ไม่มีหลักประกันความสำเร็จของภารกิจในความร่วมมือของแต่ละองค์กร

ในบริบทของเรื่องอำนาจอธิปไตย รัฐสมาชิกของ GMS ต่างก็ไม่ยอมที่จะสละอำนาจอธิปไตยให้กับองค์กรกลางอย่าง GMS เพราะรัฐสมาชิกอยู่ในสภาวะไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นประเทศที่ยังไม่รู้จักซึ่งกันและกันดีเท่ากับประเทศซึ่งตนเคยเป็นอาณานิคมอยู่ ทำให้การดำเนินการขององค์กรขับเคลื่อนไปได้ด้วยความยากลำบากและขาดประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างกรณีศึกษาล่าสุด ในการดำเนินงานตามข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อครั้งการประชุมคณะทำงานระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 1 เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมสุดยอดผู้นำ GMS เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2011 ณ นครเนปิดอร์ ประเทศพม่า พม่าไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันในภาคผนวกและพิธีสารท้ายข้อตกลงดังกล่าว (24) ทั้งที่เป็นการประชุมที่จัดขึ้นในประเทศตัวเอง ถือเป็นกรณีศึกษาล่าสุดถึงการที่รัฐสมาชิกไม่ปรารถนาที่จะยอมสละอำนาจอธิปไตยให้แก่ GMS  และด้วยข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า GMS เป็นองค์กรความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคในมิติเศรษฐกิจ ที่อยู่ในสถานะที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมากกว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการบรรลุผล (25)

 

 

มองอาเซียนผ่านภาพสะท้องการบูรณาการยุโรป

ความสำเร็จของรูปแบบการร่วมกลุ่มในระดับภูมิภาคที่เป็นแบบอย่างของประชาคมที่มีลักษณะเหนือรัฐ (Supranational) เฉกเช่น สหภาพยุโรป (European Union: EU) นั้น ทำให้การรวมกลุ่มในระดับภูมิภาคอื่นๆตื่นตัวและมีความมุ่งหวังที่จะดำเนินรอยตามกระบวนการการเป็นประชาคม (Community) เหมือนเช่นยุโรป ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า ‘European Model’  เป็นเหมือนต้นแบบและแรงบันดาลใจหนึ่งของการที่อาเซียนมีความคิดที่จะนำพาองค์กรไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี ค.ศ.2020 ก็คงดูเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงไปนัก แนวคิดการเป็นประชาคมอาเซียนจึงได้ถูกหยิบยกกล่าวขึ้น ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 ณ กรุงบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จนถือกำเนิดปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน ฉบับที่ 2 (Bali Concord II) ให้ประเทศสมาชิกได้ลงนาม (26) โดยกำหนดเป้าหมายให้เกิดสามเสาหลักอาเซียนอันประกอบไปด้วย ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community: APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) เพื่อให้บรรลุการเป็นประชาคมอาเซียน โดยต่อมาได้มีการย่นระยะเวลาความมุ่งหวังที่จะสำเร็จบรรลุเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเสาหลักแรกที่พอมีโอกาสสำเร็จในอนาคตอันใกล้มากที่สุดก็คือ AEC

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฎการณ์ภูมิภาคนิยมในยุโรปในมิติของการบูรณาการเศรษฐกิจตามแนวคิดของ เบลลา บาลาสซ่า (27) ในแต่ละขั้นตอนนั้น อาเซียนเองก็มีความพยายามจะพัฒนาให้เป็นไปตามนั้นเช่นกัน กล่าวคือ การที่อาเซียนจาะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของ เขตการค้าเสรี (Free Trade Area)  การลดกฎเกณฑ์ต่างๆ ขยายไปจนถึงการมีสภาพเป็นสหภาพทางศุลกากร(Custom Union) โดยสิ่งที่มุ่งหวังสูงสุดของ AEC คือการก้าวไปสู่การเป็นตลาดร่วม(Common Market) ที่วางกรอบครอบคลุม การเคลื่อนย้าย สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานเฉพาะ เงินทุน อย่างเสรี ทำให้เป้าหมายของ AEC ขยายไปจนถึงความต้องการเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union)ในที่สุด ซึ่งหาได้มีความแตกต่างจากขั้นตอนการบูรณาการเศรษฐกิจของยุโรป ของบาลาสซ่า หากแต่เพียงความแตกต่างที่สำคัญ อยู่ในบริบทที่ว่า AEC ยังต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิกให้ได้เสียก่อน เพราะช่องว่างนี้ในภูมิภาคนี้กว้างมาก ซึ่งแตกต่างจากในกรณีของยุโรปที่มีช่องว่างที่แคบกว่า

——- OOOOOOOOOO ——-

ดาบสองคมของความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค

 

จากคำถามเดิมที่ได้ตั้งไว้ว่าความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการก้าวสู่การเป็น AEC นั้น โดยประเมินจากแนวคิดว่าด้วย ภารกิจนิยม/ภารกิจนิยมใหม่ (Functionalism/Neo-functionalism) ต่อกรณีศึกษาดังที่กล่าวมาแล้ว จะทำให้เราเห็นถึงกระแสแนวคิดออกมาเป็นสองแนวทาง กล่าวคือ แนวคิดแรก มองว่าความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคจะเป็นตัวกระตุ้นให้การก้าวสู่การเป็น AEC เป็นไปตามเป้าหมายหรือเร็วยิ่งขึ้น กล่าวคือ AEC เองมีสภาพเป็นนโยบายที่วางไว้ (policy platform) ในระดับผู้นำ แต่ขาดตัวขับเคลื่อนหรือการลงมือปฏิบัติที่จริงจัง ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาค จึงทำหน้าที่เป็นกลไก (mechanisms) ในการขับเคลื่อนตัวนโยบายของ AEC เช่น ASEAN Connectivity ที่มีการพูดถึงเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็น AEC ในการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 16  ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค ช่วยให้สามารถพัฒนาถนนหนทาง การเชื่อมต่อซึ่งกันและกันของประเทศในสมาชิกอาเซียนได้เร็วยิ่งขึ้น (28)  จำนวนสมาชิกที่น้อยกว่าอาเซียน การเจรจาและทำความเข้าใจในข้อตกลงต่างๆจึงเกิดง่ายกว่าอาเซียนที่มีรัฐสมาชิกถึง 10 ประเทศ ที่มีหลักกระบวนการตัดสินใจโดยใช้ฉันทามติ (29)

ในส่วนแนวคิดที่สอง เชื่อว่าความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคจะเป็นตัวฉุดรั้งให้การก้าวสู่การเป็น AEC ชะลอตัวลง กล่าวคือ การที่รัฐสมาชิกไม่ยอมสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่องค์กรความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค และการที่แต่ละกรอบความร่วมมือรับผิดชอบภารกิจมากภารกิจเกินไป ตามแนวคิดภูมิภาคนิยม/ภูมิภาคนิยมใหม่ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จขององค์กรที่จะนำไปสู่การเป็น AEC อีกทั้ง ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ความแตกต่างทางด้านการปกครองและบริหารประเทศ ความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์และที่ตั้งและความแตกต่างทางด้านศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา อีกทั้งบทบาทของจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เข้ามาเป็นสมาชิกใน GMS โดยพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคภายใต้ข้อกังขาจากทางฝั่งไทยถึงวาระซ่อนเร้นของจีน ความรู้สึกของไทยจึงมองจีนว่าเป็นภัยคุกคาม แต่ในขณะที่ ลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม กลับมองว่าบทบาทของจีนนำมาซึ่งผลดีในบริบทต่างๆต่อประเทศของตน ซึ่งก็บ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในเรื่องทัศคติของรัฐสมาชิกที่มีต่อประเทศภายนอกภูมิภาคที่แตกต่างกัน และในบริบทของภาคประชาสังคมที่ยังเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆภายใต้กรอบความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค ซึ่งยังคงน่าจับตามองต่อไปถึงอนาคตของการเป็น AEC ภายใต้ความท้าทายต่างๆ ซึ่งความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเป็นแค่บริบทหนึ่งที่อาจเป็นทั้งผลดีและผลลบ ในการพัฒนาสู่การบูรณาการทางด้านเศรษฐกิจอันเป็นกระบวนการหนึ่งของความมุ่งหวังในการที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนต่อไป

[1],[4] Pankaj Ghemawat. Redefining Global Strategy.Havard business school press. 2007

[2] Thomas L. Friedman. The World is Flat. Penguin Books. 2007

[3] Ted levitt. The Globalization of Market. Havard business Review,May-June 1983, 92

[5] Joseph Stiglitz. The Globalization and Its Discontents . W.W. Norton & Company. 2002

[6],[8] ขจิต จิตตเสวี. องค์การระหว่างประเทศ(องค์การระหว่างประเทศในกระแสโลกาภิวัตน์และภูมิภาคาภิวัตน์). สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด. 2553 หน้า 28

[7] David Mitrany. The Functional Theory of Politics. New York: St. Martin’s Press., 1975

[9]-[11],[28] ณัฐนันท์ คุณมาศ. ‘สหภาพยุโรปศึกษา: ภาคทฤษฎี’, วารสารสังคมศาสตร์ปริทรรศน์. 2546.

[12]-[14],[16],[20]-[21],[23],[25] กระทรวงการต่างประเทศ.รายงานประจำปีกระทรวงการต่างประเทศ. 2553.

[15] สำนักความร่วมมือการค้าและการลงทุน.รายงานผลการประชุม IMT-GT ครั้งที่ 17.กรมการค้าระหว่างประเทศ.2554

[17] กรมเศรษฐกิจอาเซียน.ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง วันที่สืบค้นข้อมูล 28 เมษายน.2554 จากกระทรวงการต่างประเทศ เวปไซต์: http://www.mfa.go.th/web/1658.php

[18][22] องค์กรแม่น้ำเพื่อชีวิต.รายงานผลกระทบข้ามพรมแดนจากการพัฒนาแม่น้ำโขงตอนบน.วันที่สืบค้น 5 พฤษภาม 2554 จากเวปไซต์ http://www.livingriversiam.org/thai/rs/rs_inf/rsd_info_e1.htm

[19] กรมเศรษฐกิจอาเซียน, กระทรวงการต่างประเทศ..กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง. วันที่สืบค้นข้อมูล 27 เมษายน.2554 เวปไซต์: http://www.mfa.go.th/business

[24]สำนักงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ. สรุปความก้าวหน้าแผนงาน GMS (มกราคม-มีนาคม 2554). 2554

[26] หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2554.สืบค้นข้อมูลเมื่อ 14 พฤษภาคม 2554.เวปไซต์ http://www.thairath.co.th/

[27] ประภัสสร์ เทพชาตรี.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน.สำนักพิมพ์เสมาธรรม.2552 หน้า 57

[29] กฎบัตรอาเซียน(ASEAN Chater). 2005

 
Leave a comment

Posted by บน พฤศจิกายน 23, 2011 in Uncategorized

 

การสร้างอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรป (European Union Identity) กับการดิ้นรน (struggle) สู่การเป็นจักรวรรดิ โดย กฤดิกร วงศ์สว่างงพานิช

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

สหภาพยุโรปเป็น “สภาพผลลัพธ์ของการตกลงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมาชิก 27 ประเทศที่อาจจะพอกล่าวได้ว่ามีระดับความเหนียวแน่น และขึ้นต่อกันและกันมากที่สุดเท่าที่มีอยู่ในโลกในขณะนี้” แม้ว่าแม้แต่ตัวสหภาพยุโรปเองจะยังคงไม่มั่นใจในตัวตนของพวกตนนักว่า ตกลงแล้วพวกตนคือ “องค์กรความร่วมระดับรัฐบาลระหว่างรัฐ (Intergovernmental Organisation)” หรือว่าเป็น “องค์กรระดับเหนือรัฐ (Supranational Organisation)” ซึ่งโดยเอกสารชิ้นนี้ก็ไม่ได้มุ่งจะไปทำความสนใจในประเด็นดังกล่าวนั้นอยู่แล้ว และในระดับหนึ่งมองว่าเป็นเรื่อง “ไม่ก่อประโยชน์ในการไปเสียเวลานั่งแบ่ง” นัก แต่สิ่งที่เอกสารชิ้นนี้มุ่งเน้นจะนำเสนอก็คือ การสร้างอัตลักษณ์ (Identity) ของสหภาพยุโรป ทั้งต่อคนในภูมิภาค และคนนอกภูมิภาคด้วย พร้อมทั้งจะเสนอต่อไปถึงบทบาทของอัตลักษณ์ที่จะนำพา(สหภาพ)ยุโรป ก้าวไปสู่การเป็น “จักรวรรดิ (Empire)”

000

-          ว่าด้วยอัตลักษณ์: ความหมาย และการก่อร่าง

“จริงหรือที่ว่าทุกอย่างกลายเป็นมายาคติได้หมดสิ้น ข้าพเจ้าเชื่ออย่างนั้น เพราะจักรวาลมีศักยภาพที่จะกระตุ้นให้มนุษย์สร้างความหมายขึ้นมาได้อย่างไม่สิ้นสุด ทุกสิ่งในโลกนี้สามารถจะถูกสังคมเข้าไปล้วงควักออกมาจากที่ที่มันอยู่ของมันเงียบๆ แล้วทำให้กลายเป็นเหยื่อของวาทะได้ทั้งสิ้น ด้วยว่าไม่มีกฎธรรมชาติหรือระเบียบข้อใดที่ห้ามมนุษย์มิให้พูดถึงสิ่งต่างๆ ต้นไม้มันอาจจะอยู่ของมันดีๆ แต่ทันทีที่ถูกมินู ดรูเอต์[1]เอ่ยถึง มันก็เริ่มจะไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดาเสียแล้ว แต่กลายเป็นต้นไม้ที่ถูกประดับประดา ถูกปรับแปรเพื่อการบริโภค ถูกแต่งแต้มให้เคลิบเคลิ้มด้วยความเป็นวรรณกรรม ความเป็นขบถ และจินตภาพ กล่าวสั้นๆ คือ การใช้งานทางสังคมได้เข้าไปสวมทับลงบนวัตถุสสารที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ [แล้วก็กลายสภาพมาเป็นมายาคติ – กฤดิกร]”[2] ( เน้นคำโดยผู้เขียน)

อัตลักษณ์ (Identity) นั้น คือ “จินตกรรม” อย่างหนึ่งที่สังคม หรือบุคคลนั้นๆ ก่อร่าง หรือประดิษฐ์ขึ้นทั้งโดยตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ เพื่อสร้างความเป็น “ลักษณะโดดเด่น” ในการเป็น “ภาพตัวแทน” ของสังคมตนหรือตัวตนขึ้นมา[3] การมีอยู่ของอัตลักษณ์ของสังคม หรือบุคคลใดๆ นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะอัตลักษณ์ (ในระดับสังคม โดยเฉพาะระดับประเทศขึ้นไป) คือประดิษฏกรรมที่มีคุณประโยชน์มากมายรอบด้านนับตั้งแต่การสร้างความรู้สึกร่วมของความเป็นชาติ ไปจนถึงการทำให้สังคมอื่นมีภาพตัวแทนในการรำลึก (recognize) ถึงการมีอยู่ (existence) ของสังคมเจ้าของอัตลักษณ์นั้นๆ ด้วย

แม้ว่าอัตลักษณ์นั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งระดับปัจเจก และระดับสังคมทุกขนาด แต่ในที่นี้ ขอจำกัดการกล่าวถึงอัตลักษณ์ในฐานะภาพของสังคมขนาดใหญ่ และจะพยายามบ่งชี้ถึงการสร้างอัตลักษณ์ของยุโรป เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การเป็นจักรวรรดิ (Empire)[4] ต่อไป กระบวนการสร้าง “อัตลักษณ์” นั้น สามารถพิจารณาดูได้โดยง่าย อย่างในประเทศไทยนั้นเราจะพบปรากฏการณ์ที่ชัดเจนอย่างกรณีกลุ่มเสื้อเหลือง และเสื้อแดงที่เกิดขึ้นเป็นต้นนั้น เราจะพบได้ว่าในเริ่มแรกเกิดการพยายามก่อร่างอัตลักษณ์ของกลุ่มสังคมตนขึ้นมา ด้วยการสร้างวาระให้ “ใส่เสื้อสีเหลือง” คือ หากไม่มีการ “สร้างวาระ” ขึ้นมาก่อน (หรือหากพูดด้วยภาษาของโรล็องด์ บาร์ตส์ ก็คงต้องบอกว่า “เสื้อสีเหลืองกลายไปเป็นเหยื่อของวาทะ” ไปเสียแล้ว) ก็ยากที่คนซึ่งมีจุดร่วมทางความคิดตรงกันกลุ่มนั้น หรือสังคมนั้น จะร่วมกันใส่เสื้อเหลืองพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย และเมื่อการสร้างวาระ “ติดตลาดทางสังคม” แล้ว วาระดังกล่าวก็จะกลายสภาพเป็น “อัตลักษณ์” ของกลุ่มสังคมนั้นไป ทั้งนี้จุดที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การสร้างวาระเพื่อก่อให้เกิดเป็นอัตลักษณ์นั้น มักจะอิงแอบอยู่กับ “มายาคติ (Mythology)” บางประการของสังคม เช่นกรณีของการใช้เสื้อสีเหลืองที่เป็นตัวแทนชุดมายาคติของสัญญะแห่งพระมหากษัตริย์ไทย ทั้งนี้เพื่อให้การสร้างวาระนั้นกลมกลืนเข้าสู่กลุ่มสังคม (หรือติดตลาดสังคม) ได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นลักษณะสำคัญของอัตลักษณ์นั้นยังมีอีกว่า อัตลักษณ์นั้น ในระดับหนึ่งเมื่อสามารถกลืนเข้ากับความเป็นสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มเลือนสภาพไปเป็น “มายาคติ” อีกชุดด้วย กรณีเสื้อเหลือง – เสื้อแดงนั้นก็บ่งชี้ให้เห็นจุดนี้เช่นเดียวกัน ที่สภาพ “ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ” ต่อการแสดงอัตลักษณ์จะเริ่มเปลี่ยนไป คือ ในระยะแรก จะรู้สึกว่าการใส่นั้นเป็นการใส่เพื่อแสดงจุดยืน หรืออัตลักษณ์ของกลุ่มสังคมตน แต่เมื่อเกิดความคุ้นชิน หรือชุดอัตลักษณ์นั้นกลมกลืนกับสังคมนั้นๆ มากขึ้น “ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องใส่ชุดสีนั้นๆ ก็จะมากขึ้นไปด้วย” ซึ่งในที่สุดแล้วก็อาจจะก่อให้เกิดเป็นมายาคติอีกชุดหนึ่งขึ้นได้ และลักษณะสำคัญอีกประการของอัตลักษณ์ก็คือ ในขณะที่อัตลักษณ์นั้นสร้างความเป็นตัวตน ความกลมเกลียวในหมู่สมาชิกของสังคมนั้นๆ ตัวอัตลักษณ์เองก็จะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิด “ความเป็นผู้อื่น กับความเป็นตนเอง (Otherness of Self)” ขึ้นด้วย

ในกรณีสังคมระดับรัฐ – ชาติ โดยเฉพาะรัฐที่มีอิทธิพล และอำนาจมากในระดับที่เป็นจักรวรรดิโลก หรือต้องการก้าวขึ้นไปเป็นจักรวรรดิโลกนั้น อัตลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการก้าวขึ้นไปเป็นจักรวรรดิ หรือดำรงความเป็นจักรวรรดิเอาไว้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ “โลก” ไม่สามารถนึกถึง “ตัวตน” แห่งความเป็นจักรวรรดินั้นๆ ได้ ย่อมมีความหมายในตัวมันเองว่าจักรวรรดินั้น “หมดความหมายต่อระบบโลก” ไปแล้ว หรืออีกนัยยะหนึ่ง “ไม่ได้เป็นจักรวรรดิอีกต่อไป” นั่นเอง

ในกรณีของสหภาพยุโรปนี้ เอกสารชิ้นนี้ต้องการนำเสนอว่า การสร้างอัตลักษณ์นั้นมาอาจจะมองได้จากแนวคิดของสองนักคิดที่อธิบายเรื่อง “การสร้างชาติ” บนฐานที่ว่ากันว่า “อยู่คนละฟาก” อย่างแอนโทนี ดี. สมิธ (Anthony D. Smith, “The Ethnic Origins of Nations”) และเบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson, “Imagined Communities”) แต่ผมจะนำเสนอไปพร้อมกันว่าแนวคิดของสองสำนักที่ได้ชื่อว่าอยู่คนละฟากกันนี้ มีจุดร่วมกันอยู่หลายประการ และการใช้จุดร่วมดังกล่าวมามอง หรืออธิบายการสร้างอัตลักษณ์ของสหภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง[5]

สำหรับ Imagined Communities นั้น ธงชัยได้สรุปไว้ให้ฟังว่าเป็นงานที่พยายามเสนอถึง “บทบาทของภาษาในปริมณฑลสาธารณะ (Public Sphere)” ที่ก่อร่างสำนึก และเทศะชนิดใหม่ร่วมกันผ่านสื่อกลางตัวใหม่ที่ปรากฏขึ้นในสังคม นั่นก็คือ “ทุนนิยมการพิมพ์ (Print Capitalism)” โดยคำว่า Imagine ของแอนเดอร์สันนั้นสื่อนัยยะของการเป็น “วาทกรรม” มากกว่าเป็นเพียง “จินตนาการ” (ที่มักมีความหมายในเชิงการจับต้องไม่ได้เลย อยู่แต่ในความนึกคิด) และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งให้ชื่อคำแปลในภาษาไทยแปลคำว่า Imagine ของแอนเดอร์สันว่า “จินตกรรม” นั่นเอง จินตกรรมดังกล่าวนี้คือผลลัพธ์ของอิทธิพลของภาษาที่เกิดจากแรงผลักดันของทุนนิยมการพิมพ์นั่นเอง และจินตกรรมชุดดังกล่าวก็คือสิ่งที่ผูกรวม หรือสร้างลักษณะร่วมหมู่ (Identity) อันก่อให้เกิดความเป็น “ชาติ” ขึ้นนั่นเอง ในขณะที่สมิธผู้ถูกมองว่าเป็นผู้อยู่คนละฟากของความคิดกับแอนเดอร์สันนั้นเสนอว่า การเกิดขึ้นของชาตินั้น ธงชัยได้สรุปไว้ว่าตัวสมิธเองนั้นก็เห็นด้วยกับแอนเดอร์สันว่าชาตินั้นถือกำเนิดขึ้นใน “ยุคสมัยใหม่” นี้เองแต่ส่วนสำคัญมากที่สมิธเห็นต่างจากแอนเดอร์สันก็คือ ชาติเกิดขึ้นได้ด้วยเชื้อมูลของสังคมก่อนมีชาติขึ้นมา ความเป็นชาติจึงมีรากฐานมานานนมแต่โบราณ แต่เพิ่งมาแสดงความเป็นชาติให้ปรากฏออกมาเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ สมิธนั้นเน้นการนำเสนอที่ “ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” ในขณะที่แอนเดอร์สันเน้นไปที่พลังขับดันของภาษา และทุนนิยมการพิมพ์

จากข้อสรุปของธงชัยนี้เองทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดว่า แอนเดอร์สัน กับสมิธนั้นแทนที่จะบอกว่า “อยู่คนละฟากทางความคิดกัน” แล้ว น่าจะกล่าวว่า “เติมเต็มข้อเสนอของอีกฝ่าย” น่าจะถูกต้องเสียมากกว่า นั่นเพราะว่างานของสมิธจะ “ไม่อธิบายอะไรเลย” หากไม่ปรากฏงานของแอนเดอร์สันขึ้น กล่าวคือ การที่มีประวัติศาสตร์สะสมมาอย่างนมนาน จนก่อเกิดเป็นชาติ (ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็น “ชุดรวมของอัตลักษณ์ของสังคมขนาดใหญ่” คือ Nation = Collective Identity) นั้น ทำไมถึงเพิ่งจะมาปรากฏเป็นรูปร่างเอาเมื่อไม่กี่ร้อยปี่ที่ผ่านมา หรือกล่าวให้เป็นภาษามนุษย์มากขึ้นก็คือ ทำไมช่วงแห่งการปรากฏกายของ “ชาติ” จึงต้องเป็นเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนดังกล่าว ไม่ใช่อีกร้อยปีต่อจากนั้น หรือสองร้อยปีก่อนหน้านั้น นั่นก็เพราะมันเกิดมีสิ่งที่แอนเดอร์สันเสนอขึ้นมา ในช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง นั่นก็คือ ทุนนิยมการพิมพ์ นั่นก็คือ ทุนนิยมการพิมพ์คือคำตอบของ “ตัวจุดระเบิดให้เกิดการปรากฏกายของชาติขึ้น” ในทำนองเดียวกัน ทุนนิยม และอิทธิพลแห่งภาษาของแอนเดอร์สัน ก็จะเป็นเพียงเป็นการปรากฏตัวที่ไร้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง หากปราศจาก “เชื้อมูลของสังคมก่อนมีชาติ” ของดังที่สมิธเสนอ (คือ ต่อให้คุณมีเครื่องพิมพ์ และเงินทุน พร้อมทั้งภาษาที่ถึงพร้อมที่จะสื่อสารแผ่อิทธิพล แต่หากไม่มี “เรื่องให้พูด, ประวัติศาสตร์ให้ยึดโยงจินตกรรม ปัจจัยสามอย่างดังกล่าวก็คงไม่มีอะไรขึ้นมา) ฉะนั้นจากจุดนี้เองผู้เขียนจึงอยากจะเสนอว่าแท้จริงแล้วชาติ (ชุดร่วมของอัตลักษณ์ อนึ่งต่อไปจะขอใช้คำว่าอัตลักษณ์แทนตลอดเอกสารเพราะชุดอัตลักษณ์ร่วมของสหภาพยุโรปนั้น ใช้คำว่า “ชาติ” มาอธิบายอาจจะทำให้เกิดความไขว้เขวในการทำความเข้าใจได้) นั้นเกิดจากอิทธิพลที่มาจากการผสมผสานการมองแบบสมิธ และแอนเดอร์สันเข้าด้วยกัน ซึ่งสหภาพยุโรปก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ารัฐต่างๆ ของยุโรปจะก่อความเป็น “ชาติ” ร่วมกันมาเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนนั้นแล้วตามที่สมิธว่าไป แต่ “อัตลักษณ์ร่วมในฐานะของความเป็นชาติร่วมกัน ความเป็นพลเมืองร่วมภายใต้ความเป็นสหภาพยุโรป” นั้นยังมีอายุอานามไม่ครบขวบปีดังกล่าวแน่ๆ แต่กระบวนวิธีในการก่อร่างอัตลักษณ์ร่วมนั้นหาได้ต่างกันไม่

ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community – ECSC) “โดยหลักการ[6]” แล้วนับว่าเป็นหมุดเริ่มต้นของสหภาพยุโรป และก็ได้มีการพัฒนาการเรื่อยมายาวนาน จนกระทั่งปัจจุบัน[7] แต่ระดับการรับรู้ถึง “ความเป็นมวลชนแห่งสหภาพยุโรป” ในหมู่ประชาชนในเขตแดนนั้นนั้น กลับไม่ได้เริ่มตั้งแต่มีประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้า (ทั้งๆ ที่มีทุนนิยมการพิมพ์เกิดขึ้นมาแล้ว) หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ แม้จะมีทุนนิยมการพิมพ์เกิดขึ้นแล้วในยุคนั้น ยังไม่อาจจะก่อร่างความรู้สึกเชื่อมโยงกันได้ ไม่อาจสร้างความรู้สึกของการมี “ความเหมือน (อัตลักษณ์)” ได้ในตอนนั้น เพราะไม่สามารถสร้างจินตกรรมที่มัดรวมจิตใจชาวยุโรปได้ขึ้นมาได้ (บางทีกรณีอาเซียนเองก็อาจจะมีปัญหานี้ด้วยเช่นกัน) แต่การรับรู้ถึงตัวตนเพิ่งจะมีอิทธิพลอย่างชัดเจนจริงๆ เมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนนี้พลังของมุมมองแบบสมิธพอจะช่วยอธิบายได้ว่าเพราะ “ตัวสหภาพยุโรปเอง ยังขาดเชื้อมูลก่อนมีชาติ/องค์กรของตนอย่างเพียงพอ” ในระยะแรก กล่าวคือ แม้จะมีทุนนิยมการพิมพ์ที่พรั่งพร้อม แต่ยังขาดประวัติศาสตร์ที่จะทำให้คนรำลึกถึง และยึดโยงจินตกรรม ก็ย่อมไม่สามารถก่ออัตลักษณ์ขึ้นได้ ฉะนั้นจนกระทั่งเมื่อไม่กี่ทศวรรศที่ผ่านมาที่ความคิดเรื่องการรวมกันเป็นสหภาพยุโรปมีความเป็นรูปธรรมสูงได้เกิดขึ้น กระแสแห่งทุนนิยมการพิมพ์จึงได้หลั่งไหล พากันแสดงอิทธิพลแห่งภาษาเพื่อก่อร่างจินตกรรมของผู้คนในชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อก่ออัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปขึ้น และก็ร่วมอยู่ในอัตลักษณ์ หรือความเหมือนในระดับ “ระหว่างรัฐ” ที่เหนียวแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกดังได้อธิบายไว้แล้ว

000

-          อัตลักษณ์ภายในเส้นเขตแดนของสหภาพยุโรป

การสร้างอัตลักษณ์นั้น หากพูดด้วยภาษาแบบชาวบ้านๆ หน่อยแล้วก็คือ “การสร้างความเหมือน” ตามไอเดียแบบคริสต์ (ศูนย์รวมอยู่ที่พระเจ้า)[8] ฉะนั้นเราจะเห็นการ “สร้างตัวแทนความเหมือน” ขึ้นมากมายในสหภาพยุโรปเอง เพื่อก่อร่างจินตกรรมยึดโยงมวลชนยุโรปเอาไว้ด้วยกัน ให้พวกเขาตกอยู่ใต้มายาคติแห่งความเป็นสหภาพยุโรป และเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งในระดับหนึ่งก็เป็นความย้อนแย้งในตัวมันเองด้วยที่คำขวัญของสหภาพยุโรปนั้นมุ่งเน้นไปที่ “ความสามัคคี/รวมหมู่กันภายใต้ความแตกต่าง (United in diversity)” ซึ่งการกล่าวคำขวัญแบบนี้กล่าวขึ้นขณะที่กำลังทำการ “ลดความแตกต่างอย่างเป็นระบบ (Systematic De-diversity)”

ตัวอย่างของ “การสร้างความเหมือน” นั้นก็มีมากมาย นับไปตั้งแต่ชุดของกฏเกณฑ์ร่วมเดียวกัน ที่ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่าเป็นการสร้างความรู้สึกร่วมให้เข้าสู่ความเชื่อต่อ “ความเหมือนกัน” มากขึ้น เช่น การใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน ย่อมอุดมไปด้วยพลังทางสัญญะ และมายาคติมากมายภายใต้ธนบัตรใบหนึ่งๆ เพราะธนบัตรยูโรนั้น ก็คือตัวทำลายความแตกต่างของวัฒนธรรมแต่ละรัฐเดิมในยุโรปให้มาอยู่ใต้คติเดียวกันว่า “จงอยู่รวมกัน ภายใต้ความเหมือน (อัตลักษณ์) ชุดเดียวกัน” นั่นเองฉะนั้นการจับจ่ายใช้เงินยูโรทุกครั้ง ทุกเซนต์คือการผลิตซ้ำมายาคติว่า “ชาวสแกนดิเนเวียนผมบลอนด์ตรง ตัวสูง ร่างบ่าง ตาฟ้า เสมือนเป็นคนที่เหมือนกันกับชาวอิตาลี ผมดำหยิก ตัวไม่สูงมากนัก ร่างหนา ตาดำ แทบจะทุกกระเบียดนิ้ว” หรือการใช้ข้อตกลงเชงเก้น (หรือวีซ่าเชงเก้น) ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการระดมสร้างอัตลักษณ์ (ความเหมือน) ภายในอย่างรุนแรง ด้วยการทำให้เกิดการขยับขยายจากรัฐหนึ่งไปสู่รัฐหนึ่ง โดยรู้สึกเสมือนกับเดินจากบ้านตัวเองไปสวนสาธารณะแถวบ้าน ที่ไม่ต้องการอะไรอื่นเลยนอกเสียจากพลังงานนิดๆ หน่อยๆ กับความพยายามฝืนแรงโน้มถ่วงโลกในการจะลุกจากเก้าอี้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เองคำอิบายที่สำคัญมากของการยังไม่ยอมรับ “รัฐธรรมนูญแห่งสหภาพยุโรป” จึงสามารถบอกได้ว่ากระบวนการ “ลดความแตกต่าง” หรือสร้างความเหมือน (อัตลักษณ์) ภายในนั้น ยังไม่สามารถกลายร่างเป็นจินตกรรมในการยึดโยงกันอย่างเหนี่ยวแน่น และเข้มข้นพอ ด้วยเหตุนี้การมานั่งเถียงเรื่องชาวฝรั่งเศส หรือเนเธอร์แลนด์สฺไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญก่อนจึงเป็นการเถียงอย่างไม่ก่อประโยชน์อะไรนัก เพราะประเทศที่เลือกจะรับมันก็ไม่ได้อ่านกันนักเหมือนกัน แต่จุดต่างนั้นอยู่ที่ว่า ภายใต้พื้นที่นั้นๆ พลังของมายาคติในการสร้างความเหมือน และยึดโยงจินตกรรม “ต่อความเหมือนนั้น” ยังมีพลังไม่พอจะสะกดให้คนในพื้นที่นั้นๆ ยอมสละ “อัตลักษณ์ดั้งเดิม (ความต่างในที่นี้) ของตน” ออกไปได้

อนึ่งจากจุดนี้เองเราจะพบได้ว่าจินตกรรมอันเป็นผลผลิตของภาษา ตามแนวคิดของแอนเดอร์สันนั้นไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่แตะต้องไม่ได้อย่างเดียว แต่มันยึดอิงอย่างมากับสิ่งที่ยึดจับ สัมผัสได้จริงๆ อย่างธนบัตรเงินสกุลยูโร ที่ร่วมผลิตซ้ำมายาคติอย่างนับครั้งไม่ถ้วนให้เกิดขึ้น

กระนั้นก็ตาม สาเหตุสำคัญที่ผู้เขียนตั้งใจแบ่งประเด็นอัตลักษณ์ต่อโลกทัศน์ภายนอกออกไปเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากนั้นเพราะแม้หลักเกณฑ์สำคัญจะมีเหมือนกันคือ “การสร้างความเหมือน” หากแต่อัตลักษณ์ภายใน กับภายนอกนี้เป็นการสร้างความเหมือนจากคนละจุดยืนกัน กล่าวคืออัตลักษณ์ภายในเป็นการสร้างความเหมือนให้กับตัวสหภาพยุโรปเอง ในการมองตัวเอง ในขณะที่อัตลักษณ์ภายนอกนั้นคือการสร้างความเหมือนต่อมุมมองของส่วนอื่นของโลกในการมองสหภาพยุโรป หรือก็คือพยายามทำให้โลกมอง หรือเชื่อในสหภาพยุโรปภายใต้มายาคติแบบเดียวกันนั่นเอง ดังจะกล่าวถึงต่อไป

000

-          อัตลักษณ์ภายนอกสหภาพยุโรป: มายาคติต่อโลก ในการมองสหภาพยุโรป

ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ภายนอกนี้จะเป็นจุดเน้นสำคัญส่วนหนึ่งของเอกสารชิ้นนี้ เพราะมีผลโดยตรงต่อนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป และผลในการดิ้นรนสู่การเป็นจักรวรรดิ ซึ่งแนวคิดส่วนนี้ของผู้เขียนนั้นค่อนข้างจะมีความเป็นนามธรรมอยู่มาก ฉะนั้นจะยกตัวอย่างจากกรณีศึกษา 4 ประการก่อน ซึ่งเป็นตัวอย่างอันจับต้องได้จริงๆ คือเรื่องของ อาหาร, สินค้าแบรนด์เนมราคาสูง, การกีฬา และมาตราฐานด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ก่อนจะนำพาเข้าสู่ข้อสรุปถึงรูปร่างของอัตลักษณ์ภายนอกของสหภาพยุโรป และอิทธิพลในฐานะบันไดขั้นสำคัญในการดิ้นรนสู่การเป็นจักรวรรดิต่อไป (จะทำการอธิบายในประเด็นเรื่องอาหารมากที่สุดเนื่องจากเป็นประเด็นแรก ซึ่งต้องใช้เนื้อที่ในการอธิบายมากสักหน่อย แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็จะเห็นภาพได้พอสมควรแล้ว ส่วนอื่นๆ จึงจะไม่ลงในรายละเอียดมากนัก เพราะโดยหลักการแล้วแต่ละหัวข้อนั้น “ใหญ่” ขนาดที่จะต้องเขียนเป็นอีกประเด็นหนึ่งในคราอื่นแยกไปเลยหากจะลงในรายละเอียดจริงๆ แต่ในการนี้คงจำเป็นจะต้อง “ย่อย” ประเด็นลงมาเพื่อนำมาเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพการก่อร่างอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรป และเป้าหมายของอัตลักษณ์นั้น)

(1)     อาหาร กับการเข้าถึง (food and accessibility)

อาหารนั้นเป็นตัวแพร่มายาคติที่สำคัญมากๆ เพราะอาหารนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเสพทุกวัน และวันละหลายครั้ง โดยอาหารนั้นในระดับหนึ่งแล้วเป็นตัวส่งผ่านวัฒนธรรมที่สำคัญ และเป็นอัตลักษณ์ไปด้วยในตัวมันเองพร้อมๆ กันไป เช่น อาหารไทยนั้นเป็นทั้งเครื่องส่งผ่านในการบอกโลกให้รู้แล้วว่า “วัฒนธรรมการกิน หรือรูปแบบรสชาติแบบที่ชาวไทยชอบเป็นเช่นไร” คือหน้าที่ในฐานะตัวส่งผ่านวัฒนธรรม และการที่สร้าง “ความเหมือน” (อัตลักษณ์) ในหมู่มวลชาวไทยด้วยกันเอง (ไม่ต่างจากหน้าที่ของธงไตรรงค์) จากจุดนี้เอง อาจจะพอจะเห็นจุดที่ผู้เขียนกำลังพยายามจะชี้แล้วว่า อาหารในบริบทของอิทธิพลภายนอกนั้นจะเน้นหนักไปที่การเป็นตัวส่งผ่านวัฒนธรรมเสียมากกว่า แต่จุดที่สำคัญมากๆ นั้น ยังมีอีกประการเมื่อมาคู่กับ “การบริโภค” จะก่อให้เกิดมายาคติที่สำคัญมากๆ ขึ้น

การบริโภคอาหารนั้น นอกจากความหมายที่ว่าเป็นการถมพื้นที่กระเพาะให้เต็ม (อิ่ม) เพื่อผ่านกระบวนการย่อยอาหารไปเป็นพลังงาน และกาก (อุจจาระ) แล้วการบริโภคอาหารนั้นยังหมายถึง “การกลืนกิน การบดเคี้ยว การสัมผัส การย่อย เอาวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งผ่านร่างกายเราเข้าไปโดยตรง และเป็นการดูดดึงเอาพลังงานจากตัวแทนวัฒนธรรมนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ การบริโภคอาหารก็คือการทำให้ร่างกายเรา กลายเป็นเนื้อเดียว หรือใกล้ชิดกับวัฒนธรรมนั้นๆ มากขึ้นในเชิงสัญญะ” นั่นเอง

จากจุดนี้เอง เมื่อการบริโภคอาหารคือการสร้างความใกล้ชิดระหว่างตัวผู้บริโภค กับเจ้าของวัฒนธรรมอาหารนั้นๆ ฉะนั้นแล้ว การเข้าถึงอาหารจึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสองวัฒนธรรม (ผู้บริโภค กับเจ้าของวัฒนธรรมอาหารนั้น) ในจุดนี้การเทียบเคียงอาหารของยุโรป กับอาหารจีน หรืออาหารแบบอเมริกันจะเห็นภาพได้เป็นอย่างดี

อาหารแบบอเมริกัน (ที่ไม่ใช่ข้าวผัดอเมริกัน ซึ่งไม่ปรากฏในสารบบนึกคิดแบบคนอเมริกันจริงๆ) อย่างแม็คโดนัลด์, เคเอฟซี, ฯลฯ หรืออาหารจีน ที่หากไม่ใช่มองเฉพาะอาหารเหลาอย่างหูฉลาม เป็ดปักกิ่ง แต่กราดสายตามองโดยทั่วไป เช่น บะหมี่, ผัดผักบุ้ง, กระเพาะปลา, ฯลฯ (หรือร้านอาหารจีนในต่างประเทศที่หากินได้ง่ายๆ มากๆ และราคาถูกมากด้วย) นั้นเป็นอาหารที่ผู้บริโภคสามารถ “เข้าถึง” ได้ง่าย คือไปที่ไหนก็มี ราคาโดยมากแล้วก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่พอจะจับจ่ายเพื่อการบริโภคได้อย่างไม่ลำบากมากเกินไปนัก ด้วยเหตุต่างๆ เหล่านี้เองทำให้การบริโภคอาหารเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ง่าย และใกล้ตัว การมองภาพวัฒนธรรมของจีน หรือวิถีแบบอเมริกันก็จะอยู่ในระนาบอำนาจที่ใกล้เคียงกับตัวเรามากขึ้น (คล้ายกับเป็นเพื่อนกัน) ในขณะที่อาหารยุโรป อย่างอาหารอิตาลี (แท้ๆ), อาหารฝรั่งเศส อย่างฟรัวกราส์ หรือตับเป็ด/ห่าน ที่เกิดจากการยัดอาหารปริมาณล้นเกินความจำเป็นจนตับนุ่มละมุนมากๆ (จนบางครั้งอาจจะเกิดความสับสนระหว่างความนุ่มละมุน กับความเละตุ้มเป๊ะได้), อาหารยุโรปตอนเหนืออย่างคลาเวียร์ (ที่เค็มอย่างเดียว ไม่เข้าใจว่ามันอร่อยอย่างไร), อาหารกรีก, อาหารสเปน, ฯลฯ อาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ “หากินยาก และราคาสูง” (เป็นอาหารชนชั้นกลาง – สูงโดยแท้) การที่อาหารเหล่านี้นั้นมีระดับความสามารถในการเข้าถึงที่ต่ำ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือราคาที่แพงนั้น ได้แฝงพลังทางสัญญะอันสำคัญคือ การรู้สึกเสมือนว่าวัฒนธรรมยุโรปเป็นวัฒนธรรมชั้นสูง มีความโอ่อ่า ภูมิฐาน น่าเคารพนับถือ หรือในระดับหนึ่งการเข้าถึงได้ยากในลักษณะนี้ (คือภายใต้เงื่อนไขของราคาที่สูง และเป็นอาหารชนชั้นกลาง – สูง) เป็นการผลักดันให้วัฒนธรรมของผู้บริโภค อยู่ในระนาบที่ต่ำกว่าวัฒนธรรมยุโรป ที่แฝงอยู่ในอาหารนั้นๆ (อาจจะพอจะเทียบได้ว่าคล้ายกับความสัมพันธ์ ครู – ศิษย์ หรือ เจ้านาย – ลูกน้อง ที่ระนาบความสัมพันธ์อยู่คนละระดับ) การเผลอผลักดันวัฒนธรรมตนให้ต่ำต้อยกว่านี้เองจะมีอิทธิพลสำคัญอย่างมากต่ออัตลักษณ์ที่ผู้เขียนจะสรุปในตอนท้ายของส่วนนี้

(2)     สินค้าแบรนด์เนมราคาสูง

ในประเด็นนี้คงจะไม่ต้องพร่ำอธิบายกันมากนัก เพราะตัวอย่างนั้นเห็นๆ กันอยู่ว่า สินค้าแบรนด์เนมหลักๆ ที่มีราคาสูงนั้นแทบจะกล่าวได้เลยว่าไปกระจุกตัวกันที่สหภาพยุโรป อาทิ หลุยส์ วิตตอง, ปราด้า, กุชชี่, เวอร์ซาเช่, เฟอร์รากาโม่, ฯลฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการเข้าถึงที่ยากมาก และอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับอาหารดังที่ได้กล่าวมาก่อนเลย นั่นก็คือ “ราคาสูง และมีไว้สำหรับชนชั้นกลาง – สูง” และเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของอเมริกันที่สินค้าแบรนด์หลักที่สร้างชื่อนั้นมักเป็นสินค้าที่ราคาอยู่คนละระดับกับของยุโรป เช่น ลีวาย, ลี, ฮาร่า, ฯลฯ ซึ่งมีระดับการเข้าถึงที่ง่ายกว่ามากในเชิงสัมพัทธ์กับของยุโรป ฉะนั้นกรณีนี้เองก็จึงเป็นทั้งการยืนยันซ้ำ และบอกถึงการผลิตซ้ำมายาคติในการปลูกสร้างจินตกรรมที่มีต่อสหภาพยุโรปด้วย ว่าแนวทางการตอกย้ำจินตกรรมแห่งการสร้างความเหมือน (อัตลักษณ์) ที่จะสรุปในตอนท้ายของส่วนนี้กระทำผ่านกระบวนการหลายวิธี ซึ่งล้วนแต่แฝงพลังทางสัญญะอย่างเปี่ยมล้น และทรงประสิทธิภาพ

(3)     กีฬา – มหรสพภาพตัวแทนการสงครามภายใต้คติทัศน์แบบสมัยใหม่ และการแพร่กระจายของตัวแบบจักรวรรดิ

สำหรับประเด็นนี้นั้นเราจะต้องเข้าใจภาพ หรือพลังทางสัญญะที่สอดแทรกอยู่ในทุกอณูของเกมกีฬาเสียก่อนว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อระบบคิดแบบ “สมัยใหม่ (Modern)” กล่าวคือในสถานะหนึ่งกีฬานั้นคือ “ตัวแทนของการสงครามตามแบบที่ยุคสมัยใหม่ยอมรับ และอนุมัติ” นั่นคือ การเป็นตัวแทนการต่อสู้ที่ก้าวข้ามปรัชญาแบบ “ก่อนสมัยใหม่ (Pre-Modern)” ที่อนุญาต หรือยอมรับให้มีการ “นองเลือด” ได้ โดยตรรกะดังกล่าวนี้นั้นวางอยู่บนฐานของ “ความสัมพัทธ์กับปรัชญา ไม่ใช่สัมพัทธ์ต่อกาลเวลา” คือ สงครามรุกรานอิรัก โดยสหรัฐอเมริกานั้น ด้วยตรรกะนี้ก็จะจัดว่ามันเป็น “สงครามตามคติทัศน์แบบก่อนสมัยใหม่” (เพราะเป็นสงครามที่มนุษย์ฆ่าฟันกันเอง) ซึ่งเราจะพบได้ว่าถูกลดทอนความชอบธรรมลงไปเรื่อยๆ และตรรกะของการสร้างเกมกีฬานี้ขึ้นก็อยู่บนหนทางเดียวกันกับตรรกะในการสร้างมายาคติของนักสู้แกลดิเอเตอร์ในยุคโรมันโบราณ ที่เป็นตัวแทนการสร้างความเป็น “เรา และผู้อื่น (Otherness of Self)” เพียงแค่ว่าในกรณีนักรบแกลดิเอเตอร์นั้น ยังเป็นสงครามภายใต้คติแบบก่อนสมัยใหม่ ไม่ใช่ตามแบบสมัยใหม่ดังเช่นเกมกีฬา อย่างบาสเก็ตบอล หรือฟุตบอล การสร้างความเป็น “เรา และผู้อื่น” นี้นี่เองที่ก่อร่างมายาคติให้เราพร้อมที่จะทุ่มเทความเกลียดชัง, ความสามานย์, ความโกรธเกรี้ยวทุกประการลงไปใส่ “ทีมฝ่ายตรงข้าม (ผู้อื่น)” ได้โดยไม่รู้สึกผิด อันก่อความปีติยินดีเมื่อเห็น “ทีมฝ่ายตรงข้ามโดนถล่มอย่างไม่มีชิ้นดี และ(ทีม/พวก)เรากลายเป็นผู้กำชัยชนะไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตัวตนของเรา ก็ไม่เคยไปรู้จักคุ้นเคย หรือเป็น พวกเรา จริงๆ กับผู้เล่นในสนามเหล่านั้นเลย” แต่เพราะนี่คือ “ระบบ” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการระบายในส่วนนี้ เพราะความรู้สึกด้านลบของมนุษย์ยังมีเช่นเดิม แม้ความเป็นสมัยใหม่ จะลดทอนความชอบธรรมของการแสดงออกซึ่งความรู้สึกเหล่านั้นอย่างสุดขั้วด้วยตัวเราเองก็ตามที ฉะนั้นการเป็นเจ้าอำนาจเหนือการครอบงำของระบบตัวแทนการสงครามสมัยใหม่ที่เรียกว่ากีฬานี้ ก็คือการเข้าควบคุมมายาคติที่ดำรงอยู่ในวาทกรรมทางการเมืองด้านความมั่นคงที่ฝังอยู่กับชีวิตเราอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และชาชิน แทบจะสิ้นเชิงนั่นเอง

นอกจากนี้เกมกีฬาที่ถ่ายทอดออกไปยังเป็นการแสดงตัวแบบของการครอบงำของจักรวรรดิ “ให้หลอมรวมอยู่กับคติในการดำเนินชีวิตตามปกติของคนโดยทั่วไป” ด้วย ตัวอย่างสำคัญของกรณียุโรปก็เช่นกีฬาฟุตบอลที่ส่งภาพ หรือก่อภาพแบบด้านเดียวตลอดเวลาถึงความ “สำราญ” (อันเกิดจากการปลดเปลื้องความรู้สึกด้านลบดังกล่าวมา) ไปพร้อมๆ กับความเคยชินต่อตัวแบบจักรวรรดิ ดังจะเห็นได้จากประเด็นหลักๆ 2 ประการ คือ (a) การแผ่ขยายของขอบเขตการยึดเหนี่ยวจิตใจ (แบบด้านเดียว) ที่ไพศาล จนกล่าวได้ว่ากว้างไกลยิ่งกว่า Pax Britanica จริงๆ เสียอีก การแพร่ขยาย หรือขอบเขตแห่งอาณานิคมทางความคิด ต่อโลกฟุตบอลที่รวมศูนย์อยู่ในยุโรปนั้น เป็นอาณาบริเวณที่ “พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” อย่างแท้จริง, (b) การเป็นเจ้าเหนืออาณานิคม ที่บั่นทอนพลัง หรือพื้นที่ความเป็นเจ้าของเหนือรัฐของตน ผ่านการรวมศูนย์อำนาจของวงการฟุตบอล ดังจะเห็นได้จากการที่นักฟุตบอลที่ได้ชื่อว่ามากฝีมือจากประเทศนอกยุโรปทั่วโลก “ไม่สามารถเล่นฟุตบอลอาชีพเพื่อมาตุภูมิของตนได้ แต่ต้องขึ้นตรงต่อจักรวรรดิแห่งวงการฟุตบอล (ยุโรป) เสมอ อย่างไม่อาจบิดเบือน” การกระทำดังกล่าวแฝงไว้ด้วยสัญญะแห่ง “การสมยอมทางอำนาจ” ที่ยอมรับชะตากรรม และความเฮงซวยเหนือรัฐตน และต้องพึ่งพิง “พี่ใหญ่อย่างยุโรปตลอดเวลา” ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดใน หลักการการสร้างอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปดังที่ผู้เขียนจะสรุปในตอนท้ายของส่วนนี้

(4)     การรณรงค์เพื่อมาตราฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น: พลังเขียวเพื่อโลก?

หากเป็นคนที่ติดตาม หรือรู้จักสหภาพยุโรปบ้าง (ไม่ต้องมากมายอะไร) ก็คงจะพอได้ยินถึงความ “กระตือรือร้น” ในการสร้างมาตราฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น นโยบายการกำจัดขยะ, มาตราฐานการผลิตต่างๆ ในชื่อ EcoDesign เป็นอาทิ ซึ่งแน่นอนว่าโดยมากแล้วมักจะรู้สึกดี และเชิดชูมาตราการดังกล่าวของสหภาพยุโรป (อาจจะยกเว้นเจ้ากิจการอุตสาหกรรม และส่งออกต่างๆ) โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวกลุ่มนิเวศน์การเมือง (Green Politics) แต่คำถามที่น่าคิดคือ ความรัก และรักษ์โลกนี้ เพื่อโลกแน่หรือ หรือว่าการกระทำนี้แฝงไปด้วยพลังทางนัยยะอื่นๆ อีก

การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างน้อยที่สุดครอบครองพลังทางมายาคติ 2 ประการ คือ (a) การลอยตัวในฐานะผู้อยู่อีกระดับ หรือเป็นผู้ที่ “ดีกว่า สมบูรณ์กว่า” ซึ่งจะก่อปรากฏการณ์คล้ายๆ กับกรณี อาหาร หรือสินค้าแบรนด์เนมราคาแพง แต่กรณีสิ่งแวดล้อมนี้เรียกได้ว่า “ทรงประสิทธิผลมากกว่า” เพราะอิทธิพลของมันนั้นมากขนาดที่พอจะทำให้ “ผู้ไม่นิยมจักรวรรดิ” หลายต่อหลายคน (ซึ่งในระดับหนึ่งอาจจะรวมถึงผู้เขียนเองด้วย) พาลเผลอคิดไปเสมอว่า “อย่างน้อยมันก็ดีกว่าอเมริกา” (ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าหากวันใดสหภาพยุโรปก้าวมาเป็นเจ้าจักรวรรดิโลกอย่างสหรัฐอเมริกาแล้ว มันจะดีกว่าหรือไม่) ซึ่งจุดนี้มีควมสำคัญอย่างมาก โดยจะกล่าวในตอนท้ายของส่วนนี้โดยละเอียดอีกทีหนึ่ง, (b) ใช้ในฐานะมายาคติกำบังตัวเพื่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในฐานะจักรวรรดิ กล่าวคือมีการใช้นโยบายในลักษณะนี้เข้าไปเป็น “เหตุผล” ในการ “แทรกแซง” การกำหนดนโยบาย หรือวิถีในการดำเนินกิจการรัฐอื่นต่างๆ ให้ดำเนินตามวิถีแบบที่ตนต้องการ “ตามแบบลักษณะจักรวรรดิทั่วๆ ไป” แต่ภาพสะท้อนของการรุกรานด้วยแนวนโยบายแบบนี้ของสหภาพยุโรปจะก่อภาพที่ “ดูดี และยอมรับได้” ในสายตาชาวโลกมากกว่ารูปแบบแนวทางเดิมๆ ตามอัตลักษณ์ของจักรวรรดิอเมริกา ซึ่งจุดนี้เองจะเป็นอีกหนึ่งใน “จุดขาย” สำคัญของการก้าวไปสู่การเป็นจักรวรรดิของสหภาพยุโรป

จากกรณีตัวอย่างที่ยกมาโดยคร่าวๆ 4 ประการนั้น เราจะพบได้ว่าลักษณะของอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปนั้นบ่งบอกถึงแก่นสาร (theme) ของอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปได้ว่าเป็นการออกอัตลักษณ์ที่มุ่งสร้าง “วัฒนธรรมผู้เหนือกว่า และวัฒนธรรมระดับรอง” (ผู้เขียนอยากเสนอคำในลักษณะ Master – Slave Culture แต่ต้องเข้าใจว่าส่อความหมายคนละอย่างกับ Master – Slave Morality ของ Friedrich Nietzche)

Master – Slave Culture นี้เป็นการสื่อถึงนัยยะของ “วัฒนธรรมระดับเหนือกว่า และต่ำกว่า (Upper and Lower Cultures) มากกว่าการอิงกับแนวคิดแบบนิชเช่ ทั้งนี้ต้องการจะสื่อถึงลักษณะของความ “นอบน้อม” ด้วยในตัว ลักษณะของ Master – Slave Culture ที่พูดถึงก็คือ การสร้างอัตลักษณ์ของตนที่ช่วยก่อมายาคติให้เกิดจินตกรรมกันไปว่า “สหภาพยุโรปนั้นดีกว่า เหนือกว่า สมบูรณ์กว่า (ของเราเอง หรือแบบสหรัฐอเมริกา)” ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลต่อเนื่องในลักษณะของการเคารพ นอบน้อมเป็นพิเศษโดยเปรียบเทียบ และในขณะเดียวกัน การที่คนโดยมากพากันตกอยู่ภายใต้มายาคติ อันเกิดขึ้นจากอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปนั้น (ซึ่งรวมถึงเหล่าผู้ “ไม่นิยมจักรวรรดิ” หลายต่อหลายคนด้วย ที่ร่วมสมาทานความรู้สึกดังกล่าว) ก็ย่อมมีค่าเทียบเท่ากับการ “ผลิตซ้ำมายาคติ” ถึงความสมบูรณ์กว่า ยอดเยี่ยมกว่าของสหภาพยุโรปไปอย่างไม่รู้จบอีกด้วย

ภาวะดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งสภาพหนึ่งซึ่งเป็นพลังผลักดันอันสำคัญในการดิ้นรนสู่การเป็นจักรวรรดิ นั่นคือ การเป็น “โครงสร้างแบบลำดับขั้นอำนาจอันน่าถวิลหา (Satisfactory Hierachical Structure)” ลักษณะแนวคิดเดียวกับช่วงที่สหรัฐอเมริกาดิ้นรนสู่การเป็นเจ้าจักรวรรดิในยุคสงครามเย็น ที่มีปรากฏการณ์ Detergent Power (อำนาจแห่งผงซักฟอก) เกิดขึ้น กรณีของสหภาพยุโรปนี้คือการสร้างความถวิลหาในฐานะความรู้สึกชื่นชม ความรู้สึกลุ่มหลง หรือคิดว่าสหภาพยุโรปนั้น “สูงส่งกว่า” การยอมรับต่อวัฒนธรรมของสหภาพยุโรปนี้นี่เองที่ก่อให้เกิดความสมัครใจในการหมอบคลานเบื้องหน้าสหภาพยุโรป อย่างที่ไม่รู้จักลืมหูลืมตาในบางครั้งคราว สภาพการดังกล่าวอันเกิดจากการพยายามผลิตซ้ำมายาคติทางวัฒนธรรม (แทบจะ) ด้านเดียวตลอดเวลาของสหภาพยุโรปนั้นทำให้ปริมณฑลทางความคิด ความยำเกรงต่อสหภาพยุโรปนั้นก่อตัวมากขึ้นทุกที ลักษณะอาการไม่ต่างจากบางสถาบันของประเทศไทย ที่เฝ้าสร้างพลังการโฆษณาความดีงามของตนให้เกิดสภาพความเคารพอันยากจะหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตามมีอีกประเด็นหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือรูปแบบวัฒนธรรมโฆณาการที่ “พัฒนา (?)” ขึ้นมาจากฐานคิดตามวิถีแบบอเมริกัน และจักรวรรดิเดิมอื่นๆ นั่นคือ การพยายาม (ทำให้) คำโฆษณาของตนทรงประสิทธิผล โดยการใช้มาตราฐานเดียวที่มีเสถียรภาพ กล่าวคือหากรัฐใด “กระทำการเข้ามาตราฐานที่สหภาพยุโรปตั้งเกณฑ์ไว้” ก็จะได้รับสิทธิตามที่ว่าไว้จริงๆ ไม่ใช่บิดเบือนไปมา ปากว่าตาขยิบ (แบบสหรัฐอเมริกาที่ปากว่ารุกรานอิรักเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่กลับผสมพันธุ์ทางการเมืองกับ 1 ใน 5 ประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงที่สุดในโลกอย่างซาอุดิอาระเบีย) ซึ่งรูปแบบเช่นนี้ในระดับหนึ่งน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นหนทางในการบริหารจัดการอำนาจที่ดูแล้วน่าจะยั่งยืนกว่าแบบเดิมๆ ที่เคยทำมา ซึ่งจุดนี้เองที่จะต้องระวังให้มาก เพราะเราจะพบเห็นการแฝงใช้อำนาจที่แนบเนียนจากหลักการที่เหมือนจะดูดีข้างต้นนี้ด้วย คือ “จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ของสหภาพยุโรปก่อน ค่อยว่ากัน” ซึ่งจุดนี้เอง ไม่ว่าจะแกล้งปั้นท่าทางให้ดูดี ว่ามาตราฐานเดียว (หรือสองมาตราฐานค่อนข้างน้อยกรณี) ก็ไม่อาจสลัดข้อเท็จจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วก็ต้อง “ตามใจสหภาพยุโรป (อย่างแทบจะไม่มีทางเลือกอื่น) เสียก่อน” จริงๆ แล้วกรณีดังกล่าวนี้นั้น กรณีกีฬาฟุตบอลพอจะเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพได้เป็นอย่างดีถึงการต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะต้องแอบอิงยุโรปอย่างไม่มีทางเลือก อนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่งยวดของสหภาพยุโรปอีกด้วยที่สามารถสร้างเงื่อนไขที่สนับสนุนผลปลประโยชน์ของตนได้ทุกทิศทุกทางขนาดนี้ ทั้งการที่อีกฝ่ายต้องทำตามเงื่อนไข, ทั้งเสริมพลังโฆษณาการมายาคติ, ทั้งการลดทอนความชอบธรรมของเจ้าอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา (สหภาพยุโรป หรือจีน ก็เสมือนผู้เข้าท้าชิงเข็มขัดแชมป์อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งในทรรศนะของผู้เขียน หลายครั้งที่สหภาพยุโรปแสดงออกมาในฐานนะนักมวย “บ็อกเซอร์” และจีนในฐานะนักมวย “ไฟเตอร์”)

โดยสรุป พลังทางสัญญะที่ส่งผ่านอัตลักษณ์ต่างๆ ของสหภาพยุโรปนั้นได้ก่อ (หรือตั้งอยู่บนแก่นสาร) ของการหลงสมัครใจเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของสหภาพยุโรป ด้วยการมองสหภาพยุโรปในฐานะที่เป็น Master Culture ที่ตนสมควร “ปฏิบัติตาม, ควรเชื่อฟัง, ควรเคารพ” อันจะนำไปสู่การก้าวขึ้นสู่การเป็นจักรวรรดิของสหภาพยุโรปต่อไป

000

-          การก้าวขึ้นสู่สังเวียนชิงชัยการเป็นเจ้าจักรวรรดิของสหภาพยุโรป

ผู้เขียนเองเคยเสนอถึงกรณีความสัมพันธ์ระหว่าง “โลกาภิวัตน์ และจักรวรรดิ” มาแล้ว โดยในงานชิ้นนั้นมีประเด็นหนึ่งที่สัมพันธ์อย่างยิ่งกับงานชิ้นนี้คือ “จักรวรรดิ ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่ง, จักรวรรดิมีได้หลายระดับ, เจ้าจักรวรรดิ (Global Empire) หากมีจะมีเพียงหนึ่งเดียว, ในระหว่างที่ไม่มีเจ้าจักรวรรดิ จะต้องมีการแย่งชิงกันระหว่างจักรวรรดิใหญ่ เพื่อก้าวขึ้นเป็นเจ้าจักรวรรดิเสมอ, เจ้าจักรวรรดิสามารถถูกชิงอำนาจได้ตลอดเวลา (และจักรวรรดิอื่นๆ ก็คอยจ้องหาโอกาสตลอดเวลาด้วย) หากอำนาจเสื่อมถอย หรือปล่อยให้จักรวรรดิอื่นมีอำนาจสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่, และจักรวรรดิ ไม่จำเป็นต้องเป็น “รัฐ” เท่านั้น”[9] จากข้อเสนอดังกล่าวนี้เองแม้จะค่อนข้างชัดเจนว่าสหภาพยุโรปคงยังเรียกไม่ได้ว่าเป็น “เจ้าจักรวรรดิ (Global Empire)” แต่ระดับการเป็นจักรวรรดิของสหภาพยุโรปนั้นก็น่าจะพอกล่าวได้ว่าอยู่ในระดับกลุ่มสูงสุดของโลก (นับอย่างไร ก็ไม่น่าจะเกินอันดับ 3 ไปได้) ทั้งในแง่อำนาจทางเศรษฐกิจ, การเมือง และการทหาร ฉะนั้นประเด็นหนึ่งที่น่าพิเคราะห์ดูก็คือ สหภาพยุโรปเดินหน้าไปถึงไหนแล้วในฐานะนักมวยรุ่นอภิเฮฟวี่เวตบนเวทีแห่งจักรวรรดิ

การคาดคะเนระดับการก้าวเดินของสหภาพยุโรปบนบาทวิถีแห่งจักรวรรดินี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยังคงความไม่แน่นอนสูง และคลุมเครืออยู่ในหลายประเด็น แต่เท่าที่ผ่านมานี้ เท่าที่พอจะพิเคราะห์ได้ผู้เขียนมองว่าสหภาพยุโรปดำเนินการมา แม้จะไม่ถึงกับรวดเร็วนัก แต่เป็นไปอย่างราบลื่น และมั่นคงมากทีเดียว ซึ่งไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าเป็นผลมาจากอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรป ดังได้กล่าวถึงไปแล้ว การที่อัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปก่อสภาพการลอยอยู่เหนือผู้อื่น น่าเคารพ น่าปฏิบัติตามนั้น ทำให้ช่วยลบเลือนสภาพความ “หน้าด้านในการใช้อำนาจ” ของสหภาพยุโรปได้อย่างแทบจะหมดสิ้น (ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกายังไม่อาจจะเทียบได้ในประเด็นนี้)

สหภาพยุโรปน่าจะเป็นเพียงไม่กี่ภูมิภาคในโลกนี้ที่ “โลก” ร่วมเรียกร้องให้ทำสงคราม, เรียกร้องให้มีกองทัพจากกรณีโคโซโว (ซึ่งยากจะคาดเดาว่าเป็นความตั้งใจหรือเปล่า), เข้าแทรกแซงกิจการต่างๆ มากมายของรัฐอื่นๆ ด้วย ชุดมาตราฐานที่ตนตั้งขึ้นมาเอง ทั้งนิยามเรื่องระดับมาตราฐานด้านสิ่งแวดล้อม, ความมั่นคง (เช่น Dual-Use Items Policy ที่กำหนดเอง เออเองว่ารัฐไหนเป็นรัฐอันตราย, การกระทำแบบใดเป็นการก่อการร้าย แบบใดไม่ใช่ หรือแม้แต่ครอบครองอำนาจในการพิจารณาเจตนาในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ), ฯลฯ โดยที่โดน “โลกประณามการกระทำดังกล่าวน้อยมากๆ” (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับจักรวรรดิอื่นๆ), นอกจากนี้เราอาจจะสังเกตเห็นได้อีกว่าการกระทำหลายครั้งหลายคราของสหภาพยุโรป ที่ส่อถึงแววแห่งการใช้อำนาจโดยมิชอบ (เช่น ในอิสราเอล – ปาเลสไตน์ หรือประเทศอาหรับอื่นๆ อีกหลายประเทศ) แต่แทบจะไม่มีเสียงกร่นด่า ว่าประณามใดๆ เลย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยหากแทนที่สหภาพยุโรปด้วย พม่า, เกาหลีเหนือ หรือแม้แต่จีน และสหรัฐอเมริกา นี่ล้วนแต่เป็นผลพวงมาจากพลังของอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรปที่ทำให้เกิด “การเลือกจำ (Selective Memory)” ที่เลือกจำแต่ด้านดี โดยละเลยที่จะสนใจด้านเสีย (Counts the positives, and forgets the negatives.)

รูปแบบวิถีทางดังกล่าวนี้เองที่ผู้เขียนมองว่าในอนาคตอันไกลสหภาพยุโรปน่าจะเป็นจักรวรรดิที่มีโอกาสสูงสุดในการล้มแชมป์อย่างสหรัฐอเมริกาลง (ผู้เขียนเชื่อว่ามีมากกว่าจีน) เพราะรูปแบบพัฒนาการของยุโรปอันเป็นผลมาจากอัตลักษณ์ลักษณะนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มฐานอำนาจให้กับสหภาพยุโรปแล้ว ยังเป็นการลดทอนความชอบธรรมเชิงสัมพัทธ์กับทั้งสหรัฐอเมริกา และจีนไปพร้อมๆ กันด้วย นอกจากนี้การที่จีนแลดูจะมีโอกาสน้อยกว่า ทั้งที่ท่าทีเท่าที่ผ่านมานั้นดูจะร้อนแรงกว่าก็เพราะลักษณะวิถีทางแบบจีนนั้น ในหลายๆ ระดับคล้ายคลึงกับสหรัฐอเมริกา (เพียงแค่ยืนอยู่กันคนละฟาก) และปกครองด้วยความกลัว มากกว่า “สร้างความลุ่มหลงทางจิตใจ” อย่างที่สหภาพยุโรปทำ ฉะนั้นวิถีในจุดนี้ของสหภาพยุโรปน่าจะยืนยาว และคงทนมากกว่าจีนมาก มีโอกาสอยู่รอจนเจ้าอำนาจโลกเสื่อมคลายในอนาคตได้มากกว่านัก

ด้วยความเคารพ


[1] มินู ดรูเอต์ (Minou Drouet) เป็นเด็กหญิงอายุแปดขวบที่เขียนบทกวีตีพิมพ์เผยแพร่ จนกลายเป็นเรื่องโด่งดังทั่วฝรั่งเศส บทกวีหวานๆ ของเธอได้รับการชื่นชมด้วยรสนิยมแบบกระฎุมพีว่า มีความสดใสอันเกิดจาก “ธรรมชาติ” ของเด็ก

[2] โรล็องด์ บาร์ตส์, มายาคติ,แปลโดย วรรณพิมล อังคศิริสรรพ,บก. นพพร ประชานุกูล, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2551), หน้า 7.

[3] ผู้เขียนขอเสนอแต่ต้นว่า “อัตลักษณ์” นั้นไม่ใช่ “เอกลักษณ์ของสังคมนั้นๆ” เพราะนัยยะสำคัญของ “เอกลักษณ์” นั้นแฝงไว้ด้วย “ความเป็นลักษณะเดียว หรือมีเพียงที่เดียว” ซึ่งอัตลักษณ์ของสังคมใดๆ ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องปรากฏพบเห็นได้ในสังคมนั้นเท่านั้น หากแต่อาจจะปรากฏพบในสังคมอื่นเช่นกัน เพียงแค่อาจจะไม่โดดเด่นเท่า “สังคมเจ้าของอัตลักษณ์” นั่นเอง

[4] คำว่า “จักรวรรดิ” (Empire) ในส่วนนี้ผู้เขียนของยึดตามแนวทางการอรรถาธิบายแบบแอนโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) เป็นหลัก หาใช่ “อภิจักรภพ [คำแปลของภควดี วีระภาษพงษ์]” (Empire) ตามอรรถาธิบายแบบฮาร์ดต์ และเนกรี (Hardt and Negri) ไม่ กล่าวคือ เป็นการมอง Empire ในฐานะที่ยังคงมี “เจ้าของ (Host)” อยู่ ไม่ใช่ภาวะที่ “เลือนอยู่ทั่วไปในโลก โดยมีการแบ่งส่วนแบ่งอิทธิพลกันไป” แต่แม้เอกสารชิ้นนี้จะไม่ใช้นิยามตามแบบฮาร์ดต์ และเนกรี แต่ก็สำเหนียกดีว่า “จักรวรรดินั้นเองก็มีลำดับขั้นอำนาจ (Hierarchy) ทั้งภายในตัวจักรวรรดิเอง และระหว่างหมู่มวลจักรวรรดิด้วย” (คือ จักรวรรดิสามารถมีได้ในหลายระดับ โดยเฉพาะ Regional Empire แต่เอกสารชิ้นนี้อยู่ภายใต้วาทะว่า Global Empire จะมีเพียง 1 เดียวเท่านั้น (แต่นั่นไม่ได้มีความหมายว่า เท่ากับ Unipolar) Regional Empire อาจมีได้มากกว่าหนึ่ง และมีได้หลายลำดับขั้นอำนาจ)

[5] เนื้อหาในส่วนของแนวคิดของแอนเดอร์สัน และสมิธในเอกสารชิ้นนี้จะสรุปจาก; ธงชัย วินิจจะกูล, “อ่าน Imagined Communities ของ Benedict Anderson หรือ IC ของ ครูเบ็น”, วารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (เมษายน – กันยายน 2552), หน้า 15 – 28.

[6] เอกสารนี้จะขอยึด “ตำแหน่งหมุดเริ่มต้น” ของสหภาพยุโรปตามกระแสหลัก และที่ตัวสหภาพยุโรปเองกล่าวอ้างไปก่อน แม้โดยส่วนตัวของผู้เขียนอาจจะมองหมุดหลักนี้คนละตำแหน่งไปบ้าง (คือ “การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหมุดที่สำคัญกว่าประชาคมถ่านหิน และเหล็กกล้านี้มากในมุมมองผู้เขียน) ซึ่งจะขอละไว้อภิปรายในโอกาสต่อไป

[7] ในเอกสารนี้ขอใช้คำว่า “ปัจจุบัน” แทนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ณ ปลายเวลา” ไปก่อน แม้โดยส่วนตัวผู้เขียนจะม่สู้เห็นด้วยกับการมีอยู่ของตัวตนคำๆ นี้นัก แต่เพื่อความสะดวกของการนำเสนอจึงขอ “อะลุ่มอลวยต่อตนเอง” เป็นกรณีพิเศษไป

[8] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ‘“ท่อง” ไปในแดนโพสต์โมเดิร์น: ความเหมือน/อัตลักษณ์และความแตกต่างในการเมือง ’, รัฐศาสตร์สาร 21, 2 (2542), pp. 335 – 337.

[9] กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช, ความผิดพลาดในการใช้คำว่า Globalization ตามแนวคิดกระแสหลัก, ในกระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=10942 [วันที่สืบค้น 27 ตุลาคม 2552]

 
1 Comment

Posted by บน พฤศจิกายน 22, 2011 in Uncategorized

 
 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.